การซื้อขายออปชันของ SpaceX ในวันแรกหลังเข้าตลาด สะท้อนมุมมองที่ “ผันผวนสูง” ของนักลงทุน โดยข้อมูลจาก Susquehanna ระบุว่า ตลาดประเมินความเป็นไปได้ราว 15% ที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอีก 50% ภายในสามเดือนข้างหน้า ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ในระดับใกล้เคียงกันที่ราคาจะปรับตัวลดลงถึงครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน
Chris Murphy นักกลยุทธ์ของ Susquehanna เปิดเผยว่า ปริมาณการซื้อขายสัญญา Call Options ของ SpaceX อยู่ในอันดับที่ 5 สูงสุดของวัน สะท้อนความสนใจของนักลงทุนอย่างมาก โดยดีลขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งมีลักษณะเป็น “การป้องกันความเสี่ยง” ที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของอุปทานหุ้นในอนาคต
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ฝั่ง Call Options สะท้อนความต้องการเก็งกำไรต่อการปรับขึ้นอย่างรุนแรงของราคา ขณะที่ Put Options สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับแรงขายหลังพ้นช่วง Lock-up ความเสี่ยงด้านมูลค่า (Valuation Risk) และโอกาสที่กระแสความตื่นเต้นหลังเข้าตลาดจะเริ่มลดลง
ผลลัพธ์คือ โครงสร้างการลงทุนในขณะนี้อยู่ในภาวะ “ตัดสินใจยาก” โดยฝั่งราคาสูงและราคาต่ำสุด (tails) ต่างก็มีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับการเข้าซื้อ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงมากเกินไปสำหรับการขาย
หลังจากการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ SpaceX ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องรวมราว 50% จากราคา IPO ส่งผลให้มูลค่าบริษัท (Market Cap) แซงหน้า Amazon และเข้าใกล้ระดับของ Microsoft แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการถกเถียงอย่างเข้มข้นในตลาดว่า บริษัทจะสามารถเติบโตสอดคล้องกับความคาดหวังระดับสูงนี้ได้หรือไม่
ข้อมูลการตั้งราคาออปชันล่าสุดยังบ่งชี้ว่า มีโอกาสประมาณ 15% ที่หุ้นจะปรับขึ้นอีก 50% ภายในเดือนกันยายน และมีโอกาสราว 13% ที่ราคาจะปรับลดลง 50% เช่นกัน
ด้าน Peter Boockvar ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ One Point BFG Wealth Partners ให้สัมภาษณ์ในรายการ Squawk Box Asia ของ CNBC ว่า ปัจจุบันนักลงทุนกำลัง “ซื้อขายตามเรื่องราว (story) ความเคลื่อนไหว (momentum) และกระแสความตื่นเต้น รวมถึงชื่อของ Elon Musk” แต่ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยพื้นฐานจะต้องสอดคล้องกับความคาดหวังเหล่านี้
พร้อมเสริมว่า แม้โอกาสการเติบโตยังมีอยู่ แต่ด้วยระดับมูลค่าที่สูงมาก บริษัทจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายปีเพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจสามารถเติบโต “ให้ทันกับมูลค่า” ที่ตลาดกำหนดไว้ในปัจจุบัน
อ้างอิง : CNBC








