สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาแนวทางนำทรัพย์สินของอิหร่านมาใช้ในการฟื้นฟูและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย หลังจากอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อคูเวตและบาห์เรนอย่างต่อเนื่อง ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข่าวระบุว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้สั่งการให้ทีมงานประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีของอิหร่าน พร้อมทั้งพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำทรัพย์สินของอิหร่านมาใช้ชดเชยและซ่อมแซมความเสียหายทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดอิหร่านเปิดเผยว่า ข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 3 เดือน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การเจรจาดูเหมือนจะยังไม่คืบหน้า โดยสถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงถูกทดสอบจากการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่านในพื้นที่โกรุกและเกาะเคช์ม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสกัดโดรนของอิหร่านที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการยิงสกัดโดรนโจมตีเพิ่มเติมอีก 2 ลำ
ขณะที่อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน โดยกองทัพคูเวตระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 7 ลูก แม้จะมีความเสียหายต่อทรัพย์สินในพื้นที่อยู่อาศัย แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
ในบาห์เรน มีการเปิดสัญญาณเตือนภัยและขอให้ประชาชนหลบภัย ขณะที่ทั้งคูเวตและบาห์เรนได้ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว
ต่อมา อิหร่านระบุว่าสามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้สำเร็จ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ชี้แจงว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 6 ลูก และอีก 1 ลูกไม่สามารถไปถึงเป้าหมาย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของกระบวนการเจรจาสันติภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลางและตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป
ที่มา : CNBC








