เรือพาณิชย์กว่า 40 ลำ ที่เคยติดค้างในอ่าวเปอร์เซียทยอยกลับมาเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังประสานงานด้านความปลอดภัยกับกองทัพเรือสหรัฐ
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 03.39 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เรือสินค้าประมาณ 40 ลำที่เคยติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีการประสานงานอย่างไม่เปิดเผยกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ตามข้อมูลของ Lloyd’s List Intelligence
ริชาร์ด มีด บรรณาธิการบริหารของ Lloyd’s List เปิดเผยในการบรรยายสรุปเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าของเรือบางรายได้ส่งแผนการเดินเรือให้กับหน่วยงาน Naval Cooperation and Guidance for Shipping (NCAGS) ซึ่งตั้งอยู่ในบาห์เรน
เขากล่าวว่า ภาคธุรกิจเดินเรือส่วนใหญ่เชื่อว่ากองทัพเรือสหรัฐกำลังให้ความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าจะเข้าป้องกันหรือสกัดกั้นภัยคุกคามที่มุ่งโจมตีเรือพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ริชาร์ด มีด ย้ำว่า การตัดสินใจเดินเรือยังคงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการแต่ละราย
“ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยืนยันกับเราว่า ไม่มีการควบคุมหรือสั่งการจากส่วนกลาง” เขากล่าว
ด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า กองกำลังสหรัฐไม่ได้จัดเรือคุ้มกันให้กับเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่มีการติดต่อสื่อสารและประสานงานกับเรือที่ต้องการผ่านเส้นทางดังกล่าวอย่างปลอดภัยและเสรี
แม้จะมีเรือบางส่วนกลับมาใช้เส้นทางเดินเรือดังกล่าว แต่ปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงต่ำกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมาก โดยข้อมูลจาก Lloyd’s List ระบุว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดของช่วงสงครามอิหร่านในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยุติภารกิจของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เรียกว่า “Project Freedom” อย่างกะทันหันในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นโครงการที่จัดเรือคุ้มกันเพื่อช่วยให้เรือที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
ปัจจุบัน เรือที่ยังอยู่ในอ่าวเปอร์เซียต้องเผชิญความเสี่ยงจากการถูกกองกำลังอิหร่านโจมตี หากไม่ได้รับอนุญาตจากเตหะรานให้ใช้เส้นทางเดินเรือที่กำหนดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน หากให้ความร่วมมือกับอิหร่านมากเกินไป ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกสหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตร
ความตึงเครียดเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลังเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวจากความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิงอาจล่มสลายและสงครามเต็มรูปแบบอาจกลับมาอีกครั้ง
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุเมื่อวันอังคารว่า เหตุปะทะเริ่มต้นขึ้นหลังจากอิหร่านส่งโดรนโจมตี 3 ลำมุ่งหน้าไปยังเรือพาณิชย์ที่กำลังเดินเรืออย่างถูกต้องตามกฎหมายในน่านน้ำภูมิภาค
ทั้งนี้กองกำลังสหรัฐฯ สามารถยิงสกัดโดรนทั้งหมดได้ ก่อนจะโจมตีตอบโต้เป้าหมายของอิหร่านบนเกาะเคชม์ (Qeshm Island) เพื่อป้องกันตนเอง จากนั้น อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลไปยังคูเวตและบาห์เรน แต่ขีปนาวุธส่วนใหญ่ตกไม่ถึงเป้าหมายหรือถูกสกัดได้ก่อน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศคูเวตรายงานว่า การโจมตีสนามบินนานาชาติคูเวตเมื่อวันพุธส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน
นาย Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐจำเป็นต้องตอบโต้การโจมตีของอิหร่านต่อเรือพาณิชย์ เนื่องจากโดรนที่ใช้มีความแม่นยำต่ำและอาจพุ่งชนส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือได้ ซึ่งอาจนำไปสู่หายนะด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่
“ถ้าพวกเขาไม่ยิงใส่เรือ เราก็จะไม่ยิงตอบโต้ แต่เมื่อมีการโจมตี เราจำเป็นต้องตอบสนอง” รูบิโอกล่าวต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ
อ้างอิง : cnbc.com








