สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาย้ำจุดยืนว่า ไม่มีประเทศใดควรควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก โดยระบุว่านี่คือน่านน้ำสากลที่ต้องเปิดให้ทุกประเทศใช้ได้ และสหรัฐฯ จะทำหน้าที่ “เฝ้าดูแล” ให้การเดินเรือเป็นไปอย่างเสรี
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากแถลงการณ์ดังกล่าว กองกำลังสหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่าเกือบ 3 เดือนยังคงห่างไกลจากการยุติ แม้ก่อนหน้านี้จะมีสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “การป้องกันตัว” และยังคงยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ โดยกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ สามารถยิงสกัดโดรนโจมตีแบบพลีชีพของอิหร่านจำนวน 4 ลำ ที่มุ่งเป้าไปยังเรือพาณิชย์ รวมถึงได้โจมตีหน่วยปล่อยโดรนอีกแห่งในเมือง Bandar Abbas ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ถูกถามถึงความเป็นไปได้ของข้อตกลงระยะสั้นที่อาจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ให้อิหร่านมีบทบาทควบคุมบางส่วน ซึ่งเขาปฏิเสธอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า “ไม่มีใครควบคุมได้” และช่องแคบต้องเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์
แม้ทรัมป์จะยืนยันบทบาทของสหรัฐฯ ในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่ามาตรการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร ขณะที่ในความเป็นจริง อิหร่านได้จำกัดการสัญจรในพื้นที่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูง และสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านการเจรจา รายงานจากสื่อของอิหร่านระบุว่ามีร่างข้อตกลงชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติภายใน 1 เดือนหลังมีผลบังคับใช้ แต่ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธทันที โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “เป็นเรื่องแต่งทั้งหมด” และไม่ควรเชื่อถือ
ทรัมป์ยังปฏิเสธแนวคิดเรื่องการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน พร้อมย้ำว่าไม่มีการพูดคุยเรื่องเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินใด ๆ
หนึ่งในประเด็นขัดแย้งสำคัญของการเจรจาคือ “ใครจะเป็นผู้กำกับดูแลการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ” โดยอิหร่านเสนอให้ร่วมกับโอมาน ในการจัดตั้งกลไกควบคุม ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าต้องเป็นการเปิดเสรีอย่างไม่มีเงื่อนไข
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเพิ่มแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการเรียกร้องให้ประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุฯ, ยูเออี และ การ์ตา เข้าร่วมข้อตกลง Abraham Accords เพื่อรับรองอิสราเอล ควบคู่ไปกับการทำข้อตกลงกับอิหร่าน
แม้ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าการเจรจามี “ความคืบหน้า” แต่ยังคงมีเงื่อนไขสำคัญที่ตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่าน (ซึ่งอิหร่านเรียกร้องสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์) รวมถึงขอบเขตของข้อตกลงหยุดยิงที่อิหร่านต้องการให้ครอบคลุมทุกแนวรบ รวมถึงความขัดแย้งในเลบานอน
แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจา แต่สถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
แหล่งข่าว : Yahoo Finance








