ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และทำให้ตลาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามความคืบหน้าในการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง
ดอลลาร์แข็งค่าขานรับข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และอาจลดโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนมี.ค. และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 4.87% ในเดือนเม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 4.15% ในเดือนมี.ค.
ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 12,000 ราย สู่ระดับ 211,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 207,000 ราย
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าพุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนมี.ค. และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าพุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2565 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนมี.ค.
นักลงทุนยังคงติดตามการประชุมวันที่สองระหว่างปธน.ทรัมป์และปธน.สีที่กรุงปักกิ่ง โดยผู้นำทั้งสองมีการหารือในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงประเด็นการค้า ล่าสุดปธน.ทรัมป์เปิดเผยกับสำนักข่าว Fox News ว่า จีนตกลงซื้อเครื่องบิน 200 ลำจากบริษัท Boeing โดยปธน.ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าจีนจะซื้อเครื่องบินรุ่นใดจาก Boeing แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจรวมถึงรุ่น 737 MAX ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นที่ขายดีที่สุดของบริษัท
ขณะที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ปธน.ทรัมป์และปธน.สีเห็นพ้องกันว่า จะต้องมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อสนับสนุนการไหลเวียนของพลังงานอย่างเสรี
ทั้งนี้ จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยราว 10% ของการนำเข้าน้ำมันของจีนมาจากอิหร่าน และมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง
อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. เพื่อตอบโต้ต่อการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยการปิดล้อมดังกล่าวทำให้การส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลกหยุดชะงักลง ซึ่งในช่วงก่อนเกิดสงครามนั้น มีการขนส่งน้ำมันดิบโลกประมาณ 20% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








