Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

ศึกซัมมิตปธน. ทรัมป์-สี เดิมพันปมอิหร่าน ท่ามกลางเงินเฟ้อและบอนด์ยีลด์พุ่งเขย่าราคาทอง

11 พฤษภาคม 2569|08:40 น.

Gold Bullish

  • ติดตามการประชุมซัมมิต ปธน.ทรัมป์ – สี จิ้นผิง
  • ติดตามเบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ เยือนญี่ปุ่น

Gold Bearish

  • ติดตามการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี
  • ติดตามตัวเลข CPI อาจขยายตัวจากภาวะสงคราม
  • จับตาสันติภาพสหรัฐฯ – อิหร่าน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่สหรัฐฯ – อิหร่านเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การระงับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แลกกับการที่สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร, เงินทุนที่อิหร่านถูกอายัด เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีการปรับตัวลงและตลาดเริ่มลดความกังวลภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

จับตาสันติภาพสหรัฐฯ – อิหร่าน
เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ – อิหร่าน เริ่มมีแนวโน้มกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาอีกครั้ง แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มุ่งเน้นเพียงแต่การทำข้อตกลงในรูปแบบของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะสั้น มากกว่าข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านระบุว่า อิหร่านจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ กลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้โดยง่ายหากข้อตกลงยังไม่ชัดเจน และทางฝั่งสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มเตรียมการตอบโต้ทางทหารอีกครั้ง หากอิหร่านยังไม่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็วตามที่สหรัฐฯ กำหนด

จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังคงต้องจับตาต่อไปว่า สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน จะนำมาซึ่งการทำข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม น่าเชื่อถือ และตามมาด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสันติวิธีจนทำให้เรือบรรทุกสินค้า / น้ำมัน กลับมาสัญจรได้อีกครั้งหรือไม่ หากเป็นไปได้ด้วยดี ราคาน้ำมัน / เงินเฟ้อในอนาคตอาจปรับตัวลง และราคาทองคำได้รับปัจจัยบวก แต่หากสงครามยังคงขยายวงกว้างหรือมีความยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ราคาทองลงต่อเนื่องได้เช่นกัน

ติดตามตัวเลข CPI อาจขยายตัวจากภาวะสงคราม
ในวันที่ 12 พ.ค. สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลข CPI เทียบรายเดือน / รายปี โดยในช่วงการประชุม FOMC วันที่ 28-29 เม.ย. นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ระบุว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งสะท้อนมาจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงติดอยู่ที่ระดับ 3% และยังคงยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023 ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เฟดไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ในขณะที่วันที่ 5 พ.ค. นายไมเคิล บาร์ ผู้ว่าการเฟด ได้ออกมาเตือนว่าผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนและรวดเร็วที่สุดในขณะนี้คือราคาหน้าปั๊มน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก ซึ่งผู้บริโภคกำลังสัมผัสได้ถึงภาระดังกล่าว และที่น่ากังวลคือต้นทุนพลังงานนี้อาจ “ลุกลาม” (Bleed over) ไปผลักดันให้ราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังเป็นผลมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่ ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล (Insatiable demand) เพื่อป้อนให้กับศูนย์ข้อมูล (Data centers) ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

นอกจากคณะกรรมการเฟดจะมีมุมมองต่อเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อแล้ว ตลาดก็ยังคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะสั้นไปในทิศทางสูงขึ้นเช่นกัน โดยการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ในเดือน ก.พ., มี.ค. และ เม.ย. พบว่า ดอกเบี้ยสูงสุดในการประมูล (High Yield) ในช่วงเดือนดังกล่าวอยู่ที่ 3.455% , 3.93% และ 3.81% ตามลำดับ ในขณะที่ยอดเสนอซื้อในการประมูลต่อยอดประมูลจริงทั้งหมด (Bid-to-Cover Ratio)อยู่ที่ 2.63 , 2.44 และ 2.65 เท่า ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ระหว่างเดือน ก.พ. และ มี.ค. นักลงทุนในตลาดมีความกังวลว่า ภาวะสงครามอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แล้วเงินเฟ้ออาจขยายตัวเร็ว และเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ยได้โดยง่าย การชะลอการซื้อพันธบัตรรุ่นปัจจุบัน เพื่อซื้อพันธบัตรรุ่นใหม่อาจได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในอนาคต แต่มาในเดือน เม.ย. ตลาดเริ่มหันกลับมาสนใจในพันธบัตรอีกครั้ง ผ่าน Bid-to-Cover Ratio ที่กลับมาสูงถึง 2.65 เท่า แต่ High Yield ก็ยังทรงตัวสูงกว่า 3.81%

จากปัจจัยข้างต้น แสดงให้เห็นว่า มุมมองนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และนายไมเคิล บาร์ มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องเงินเฟ้อระยะสั้นที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวขึ้น ซึ่งหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ตัวเลข CPI ที่จะมีการประกาศในวันที่ 12 พ.ค. อาจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากความกังวลด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน และเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ยในปี 2026 ซึ่งอาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง และดอลลาร์แข็งค่าได้ในที่สุด

ติดตามการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี
ในวันที่ 12 พ.ค. นี้ สหรัฐฯ จะมีการประมูล พันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดมองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะยาวอย่างไร โดยเมื่อย้อนดูผลการประมูลรอบก่อนหน้าในเดือน พ.ย. 2025 และ เดือน ก.พ. 2026 จะพบสัญญาณว่าผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนี้:
1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย (High Yield) เพิ่มสูงขึ้น: ดอกเบี้ยในการประมูลปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 4.074% ในเดือน พ.ย. 2025 เป็น 4.177% ในเดือน ก.พ. 2026 สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นเพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงในการถือครองพันธบัตรระยะยาว
2. ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ลดน้อยลง: สัดส่วนยอดเสนอซื้อต่อยอดประมูลจริงลดลงจาก 2.43 เท่า ในเดือน พ.ย. 2025 เหลือเพียง 2.39 เท่า ในเดือน ก.พ. 2026 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนให้ความสนใจซื้อพันธบัตรลดลงเมื่อเทียบกับรอบก่อน
3. นักลงทุนต่างชาติลดการซื้อ จนสถาบันการเงินต้องแบกรับแทน กลุ่มนักลงทุนต่างชาติและสถาบันภายนอก (Indirect Bidder) มียอดสั่งซื้อลดลงจาก 2.804 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือน พ.ย. 2025 เหลือเพียง 2.700 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือน ก.พ. 2026 ส่งผลให้กลุ่มสถาบันการเงินที่เป็นดีลเลอร์หลัก (Primary Dealer) ต้องเข้ามาแบกรับอุปทานส่วนเกินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมียอดพันธบัตรที่ต้องซื้อเข้าพอร์ต (Accepted) พุ่งสูงขึ้นจาก 4.374 พันล้านดอลลาร์ เป็น 5.595 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะความต้องการ (Demand) ที่เริ่มอ่อนแอลงอย่างชัดเจน

จากผลการประมูลพันธบัตรระยะยาวที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงเรื่อง ‘เงินเฟ้อเชิงโครงสร้างระยะยาว’ ที่อาจค้างตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงเดือน มี.ค. – เม.ย. จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระตุ้นให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น อาจทำให้ตลาดเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term Premium) ที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับการถือครองหนี้ระยะยาว

สภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ขยับสูงขึ้นนี้ ถือเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำในระยะสั้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ไร้ความเสี่ยงในระยะยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองทองคำจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ตลาดจึงต้องจับตาผลการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี ในวันที่ 12 พ.ค. นี้อย่างใกล้ชิด

ติดตามการประชุม SUMMIT ทรัมป์ – สี จิ้นผิง
ในวันที่ 15 พ.ค. นี้ คือวันที่ปธน.ทรัมป์ และ ปธน. สี จิ้นผิง มีการประชุมซัมมิตร่วมกันในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยทีมบริหารของทรัมป์จะพยายามตีกรอบเป้าหมายของการเยือนจีนครั้งนี้ว่าเป็นการสร้างเสถียรภาพทางการค้า แต่รอยร้าวเรื่องอิหร่านยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อซัมมิตรอบนี้ เนื่องจากการเยือนจีนก่อนหน้านี้ได้ถูกเลื่อนเพราะปัญหาสงคราม โดยทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจที่จีนปฏิเสธการส่งเรือช่วยลาดตระเวนในฮอร์มุซ

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างจีน – อิหร่านกำลังสร้างความตึงเครียดระหว่างจีน – สหรัฐฯ อย่างหนัก เนื่องจากสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจที่จีนเมินเฉยต่อมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินด้วยการยังคงทำธุรกรรมกับโรงกลั่นน้ำมันของอิหร่าน โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า จีนเป็นผู้รับซื้อพลังงานจากอิหร่านถึง 90% ซึ่งเปรียบเสมือนการให้เงินทุนสนับสนุนรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ อิหร่านได้มีการกระชับมิตรกับจีนก่อนการประชุมซัมมิตในวันที่ 6 พ.ค. โดยนายซัยยิด อับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบปะกับนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน โดยสื่อทางการจีนได้ยกย่องความแข็งแกร่งของชาวอิหร่านและย้ำว่าจีนคือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ประเด็นความขัดแย้งของอิหร่านจะเป็นศูนย์กลางและวาระที่สำคัญที่สุดในการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนที่กำลังจะมาถึง         

จากปัจจัยข้างต้น ทำให้นักลงทุนต้องจับตาต่อไปว่า ความขัดแย้งระหว่างจีน – สหรัฐฯ ประเด็นอิหร่าน อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐฯ มีความตึงเครียดและทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นสงครามการค้ารอบใหม่หรือไม่ เนื่องจากหากเป็นเช่นนั้น ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากความขัดแย้งที่บานปลาย แต่หากการประชุมซัมมิตครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจผ่อนคลายลง และกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้เช่นกัน

ติดตามเบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ เยือนญี่ปุ่น
ในวันที่ 11 พ.ค. นายสก๊อต เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าพบหารือแยกรายบุคคลกับผู้นำระดับสูงของญี่ปุ่น ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ, รมว.คลัง ซัทสึกิ คาตายามะ และผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นายคาซึโอะ อุเอดะ จากการที่มีการสกัดกั้นการแห่ขายเงินเยนเพื่อเก็งกำไร (Speculative yen selling) ที่ส่งผลให้เงินเฟ้อและค่าครองชีพในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้จะยังมีการคุยเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น การจัดหาแร่แรร์เอิร์ธ (Rare earths) การจัดซื้อพลังงาน และผลกระทบจากสงครามในอิหร่านที่กำลังยืดเยื้อ ท่ามกลางกระแสข่าวลือการเข้าแทรกแซงตลาดครั้งใหม่จากทางการญี่ปุ่นเพื่อพยุงค่าเงิน ทั้งนี้ เบสเซนต์ได้ส่งสัญญาณซ้ำหลายครั้งแล้วว่า ปัญหาค่าเงินเยนอ่อนค่าควรได้รับการแก้ไขผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รวดเร็วขึ้นโดย BOJ ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเมื่อเดือนเม.ย. ที่จะยกระดับการสื่อสารด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การแข็งค่ากะทันหันของเงินเยน ท่ามกลางกระแสการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนโดยรัฐบาล อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องจับตานายสก๊อต เบสเซนต์ ในวันที่ 11 พ.ค. ว่าการตัดสินใจเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้จะทำให้คู่สกุลเงิน ดอลลาร์ / เยน (USD/JPY) มีความผันผวนหรือไม่ และจะส่งผลต่อราคาทองคำมากน้อยเพียงใดในภายหลัง

ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้

  • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนเม.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
  • ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนเม.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
  • ยอดค้าปลีกพื้นฐานเดือนเม.ย. เทียบรายเดือน และยอดค้าปลีกเดือนเม.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
  • จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นทะลุกรอบ Descending Triangle หลังทองคำได้รับปัจจัยบวกด้านราคาน้ำมันดิบที่เริ่มทรงตัวซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเยือนญี่ปุ่นของนายสก๊อต เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ (11 พ.ค.) นำไปสู่ความร่วมมือในการแทรกแซงค่าเงินจนหนุนให้เงินเยนแข็งค่าและดอลลาร์อ่อนค่า หรือหากการประชุมซัมมิตระหว่าง ปธน.ทรัมป์ และ ปธน.สี จิ้นผิง (15 พ.ค.) ทวีความตึงเครียดรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งประเด็นการคว่ำบาตรอิหร่าน ราคาทองคำอาจมีแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และมีโอกาสทะลุกรอบ Trend Line ด้านบนขึ้นไปทดสอบแนวต้านแรกบริเวณ 4,870 ดอลลาร์ และ 4,970 ดอลลาร์

มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐฯ ที่จะประกาศ (12 พ.ค.) มีการขยายตัวเร่งขึ้นจากต้นทุนพลังงานและภาวะสงคราม ผนวกกับผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สะท้อนผลตอบแทน (High Yield) พุ่งสูงขึ้นหลังตลาดกังวลว่าเฟดอาจต้องตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนาน รวมถึงความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสและกดดันให้ราคาทองคำถูกเทขายกลับลงมาแนวรับบริเวณ 4,500 และ 4,400 ดอลลาร์ ได้เช่นกัน

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 71,300 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 70,900 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 72,800 บาท และ 73,400 บาท

image 74

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 10

Night Recap Gold Spot 11-05-2569

16:24 น.

 
Cover 1000x670 03

Night Recap Gold Futures 11-05-2569

15:55 น.

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 11-05-2569

08:52 น.

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 11-05-2569

08:43 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า