ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมยังคงใช้แนวทาง “รอดูสถานการณ์” (wait-and-see) เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ
คณะกรรมการนโยบายการเงินของ BOJ ลงมติในการประชุมระยะเวลา 2 วัน ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นแบบไม่มีหลักประกัน (uncollateralized overnight call rate) ไว้ที่ระดับ 0.75% ตามเดิม
นอกจากนี้ BOJ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปีงบประมาณ 2569 สู่ระดับ 2.8% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1.9% เนื่องจากสงครามอิหร่านได้เพิ่มความเสี่ยงฝั่งอุปทาน ขณะเดียวกัน BOJ ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 0.5% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1.0%
ทั้งนี้ BOJ ให้คำมั่นว่าจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันข้างหน้า ขณะเดียวกันก็จะจับตาผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไป
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือน นักลงทุนและนักวิเคราะห์จำนวนมากยังเชื่อว่า BOJ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังดังกล่าวได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบาย
ข้อมูลจาก Totan ICAP ระบุว่า ณ ช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา ตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายนเพียง 3% เท่านั้น ลดลงจากประมาณ 60% เมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้า
ด้านผู้ว่าการ BOJ คาซูโอะ อุเอดะ มีกำหนดแถลงข่าวในช่วงต่อมา ซึ่งตลาดจะจับตาถ้อยแถลงอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป
ทั้งนี้ BOJ เริ่มเข้าสู่รอบการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 โดยยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ และค่อยๆ ดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการปรับขึ้นครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งปรับอัตราดอกเบี้ยจาก 0.5% เป็น 0.75%
แม้ BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน แต่ค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่า โดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 159 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินเยนเพิ่มเติม อาจเพิ่มแรงกดดันต่อ BOJ ให้ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะในกรณีที่ค่าเงินที่อ่อนค่าลงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป
ที่มา : Japantimes , สำนักข่าวอินโฟเควสท์








