Gold Bullish
- กระบวนการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ อาจล่าช้า
- ติดตามตัวเลข GDP สหรัฐฯ
Gold Bearish
- ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงตึงเครียด
- ติดตามการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายของนายเจอโรม พาวเวล
- ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงไม่ประสบผลสำเร็จ อีกทั้งกองทัพสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ และทางฝั่งอิหร่านยังคงไม่ต้องการเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะที่ถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ยังคงมีความเคลือบแคลงระหว่างการทำตามคำสั่งของปธน.ทรัมป์ กับการยอมรับพันธกิจของเฟดในการรักษาเสถียรภาพของเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ช่องแคบฮอร์มุซ ยังมีความตึงเครียด
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ ได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปแบบไม่มีกำหนดเมื่อวันอังคารที่ 21 เม.ย. จนกว่าจะสามารถหารือข้อเสนอของอิหร่านในการเจรจาสันติภาพได้สำเร็จ ซึ่งทำให้การสู้รบผ่อนคลายลง แต่ทว่าทางฝั่งอิหร่านยังคงแข็งกร้าวเดินหน้ายึดเรือและโจมตีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ทรัมป์ยังคงใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการค้าทางทะเลของอิหร่านเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งนี้ ทรัมป์ได้สั่งยกเลิกการเดินทางของคณะผู้แทนพิเศษ นำโดย สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ที่เดิมมีกำหนดเดินทางไปยังปากีสถานในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางการยุติสงครามกับอิหร่าน โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ มีแต้มต่อเหนืออิหร่าน ถ้าอิหร่านต้องการเจรจา ก็ควรโทรติดต่อมาเอง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ในสัปดาห์นี้ ตลาดยังคงเฝ้าติดตามว่า 1.สหรัฐฯ – อิหร่าน จะสามารถเจรจาในประเด็นด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และข้อตกลงอื่นๆ ได้สำเร็จหรือไม่ 2.ช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ 3.สหรัฐฯ จะยังคงให้กองทัพเรือตั้งมั่นเพื่อเป็นการกดดันภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีท่าทีผ่อนคลาย อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่อุปทานน้ำมันยังตึงตัว เงินเฟ้อพุ่งสูง และเฟดลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
ติดตามการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายของนายเจอโรม พาวเวล
ในค่ำคืนวันที่ 29 – 30 เม.ย. (ตามเวลาไทย) เฟดจะมีการประชุม FOMC เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งประเด็นสำคัญยังคงเป็นเรื่องของเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง โดยนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ได้กล่าวเตือนเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า สงครามสหรัฐ – อิหร่าน กำลังสร้างภาวะ Supply Shock ขนาดใหญ่ที่ผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และได้ถูกส่งผ่านไปยังต้นทุนค่าโดยสารเครื่องบิน ราคาอาหาร ของชำ ตลอดจนราคาปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคในวงกว้างจนเป็นสัญญาณของภาวะ Stagflation ที่น่ากังวล อีกทั้งวิลเลียมส์จึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Outlook) สำหรับปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 2.75% – 3% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 2.75% เมื่อช่วงปลายเดือนมี.ค. นอกจากนี้ วิลเลียมส์ยืนยันว่า เฟดมีความตั้งใจที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม (Hold interest rates steady) เนื่องจากจุดยืนของนโยบายการเงินในปัจจุบันมีความสมดุลเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงทั้งในด้านการจ้างงานและเสถียรภาพด้านราคาแล้ว ในขณะที่ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ถึง 99.5% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเฟดครั้งนี้ นอกจากนี้ ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยทั้งปี 2026 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลง จากความกังวลเงินเฟ้อด้านพลังงานที่ทำให้เฟดลดดอกเบี้ยยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดจับตามากกว่านั้นก็คือ ความไม่แน่นอนในการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ หลังจากเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมานี้ วอร์ชได้ถูกส.ว. พรรครีพับลิกัน ธอม ทิลลิส (Thom Tillis) หนึ่งในคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่ไต่สวนอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นความเป็นอิสระของเฟดที่วอร์ชมีแนวโน้มได้รับคำสั่งจากปธน.ทรัมป์ให้เฟดลดดอกเบี้ย แม้ตนจะออกมาปฏิเสธข้อสงสัยดังกล่าวก็ตาม แต่ทว่าทิลลิสได้ประกาศชัดว่าจะถ่วงเวลาในกระบวนการรับรองวอร์ชออกไปจนกว่ารัฐบาลทรัมป์จะยอมยุติการสอบสวนทางอาญาต่อนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบัน ในขณะที่ส.ว. เดโมแครต นางเอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) ได้ไต่สวนประเด็นที่วอร์ชปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ตนอ้างว่าติดเงื่อนไขรักษาความลับ (Confidentiality Agreements) นั้น มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจของปธน. ทรัมป์ , บริษัทที่ควบคุมโดยรัฐบาลจีน , องค์กรที่มีส่วนพัวพันกับการฟอกเงินหรือไม่
จากข้อมูลข้างต้น ทำให้หากการรับรองของวอร์ชล่าช้า พาวเวลจะต้องนั่งรักษาการประธานเฟดต่อไปแม้จะหมดวาระในวันที่ 15 พ.ค. นี้ ซึ่งทำให้ตลาดต้องจับตาว่า 1.พาวเวลจะมีมุมมองอย่างไรต่อเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน 2.พาวเวลจะมีมุมมองอย่างไรต่อว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ นายเควิน วอร์ช รวมถึงการที่พาวเวลอาจต้องขึ้นตำแหน่งรักษาการประธานเฟด หลังวันที่ 15 พ.ค. หากกระบวนการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่มีความล่าช้า ซึ่งความล่าช้าดังกล่าว อาจกลายเป็นภาวะสุญญากาศ และอาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากความไม่แน่นอนภายในเฟดเอง
ติดตามตัวเลข GDP สหรัฐฯ
ในคืนวันที่ 30 เม.ย. สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1 (ประมาณการครั้งที่ 1) โดยทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่า GDP สหรัฐฯ อาจเร่งตัวโตขึ้นถึง 2.4% ในปี 2026 นี้ จากปี 2025 ที่เติบโต 2.0% แม้จะเผชิญวิกฤตชัตดาวน์รัฐบาลในไตรมาส 4 ปี 2025 และอัตราการว่างงานอาจยังคงอยู่ที่ประมาณ 4% ในปี 2026-2027 ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานไม่ได้ทรุดตัวรุนแรง แม้ว่าสหรัฐฯ จะเผชิญกับปัญหาแรงงานผู้อพยพที่ลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ กฎหมายการเปลี่ยนแปลงภาษีและการใช้จ่ายที่ผ่านสภาในปี 2025 (Tax and spending changes) ที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อไปในระยะสั้น
นอกจาก IMF ที่คาดการณ์ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แล้ว ในรายงานข้อมูลของ Economic projections of Federal Reserve ยังได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในปี 2026 เป็น 2.3% จากปี 2025 ที่ 2.4% อย่างไรก็ตาม นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้กล่าวในการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดว่า ยังไม่มีใครรู้ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งอาจจะเป็นผลกระทบที่ใหญ่กว่านี้ หรือเล็กกว่านี้ก็ได้ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน มันจะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อการบริโภคและรายได้ที่ใช้สอยได้จริงของประชาชน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด”
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังคงต้องจับตาต่อไปว่า GDP ไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งที่ 1) จะมีการเร่งตัวขึ้นมาได้จริงหรือไม่ หากมีการปรับตัวขึ้น อาจส่งผลลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่ง แต่หากไปในทางตรงกันข้าม ราคาทองคำอาจปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี
ในวันที่ 27 เม.ย. สหรัฐฯ จะมีการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งเป็นอีก 1 ตัวชี้วัดว่า ตลาดมีมุมมองต่อเงินเฟ้อในระยะสั้นอย่างไร โดยการประมูลก่อนหน้านี้ในเดือน ก.พ. และ มี.ค. ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรที่อาจสูงขึ้น ได้แก่
- ดอกเบี้ยสูงสุดในการประมูล (High Yield) ได้เพิ่มขึ้นจาก 3.455% ในเดือน ก.พ. เป็น 3.936% ในเดือน มี.ค. สะท้อนถึงกระทรวงการคลังต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้นักลงทุนซื้อพันธบัตร
- ยอดเสนอซื้อในการประมูลต่อยอดประมูลจริงทั้งหมด (Bid-to-Cover Ratio) ได้ลดลงจาก 2.63 เท่า ในเดือน ก.พ. เหลือเพียง 2.44 เท่า ในเดือน มี.ค. สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในการซื้อพันธบัตรลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
- กองทุน / สถาบันภายในประเทศสหรัฐฯ (Direct Bidder) ได้ลดการสั่งซื้อพันธบัตรลง จาก 23.538 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน ก.พ. เหลือเพียง 11.286 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือน มี.ค. ในขณะที่กลุ่มดีลเลอร์สถาบันการเงิน (Primary Dealer) ต้องเข้ามาซื้อแทนจากในเดือน ก.พ. ที่ต้องแบกรับอุปทานส่วนเกินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมียอดพันธบัตรที่ต้องซื้อเข้าพอร์ต (Accepted) พุ่งสูงขึ้นจาก 6.736 พันล้านดอลลาร์ เป็น 16.503 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะการประมูลที่อ่อนแออย่างชัดเจน
จากผลการประมูลพันธบัตรที่ผ่านมา สะท้อนภาพชัดเจนว่านักลงทุนกำลัง Price-in ความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้แต่เดิม (Higher for Longer) เพื่อควบคุมเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยในตัวเอง เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนจึงมองว่าการถือทองคำไว้เฉยๆ จะทำให้เสียโอกาสในการรับดอกเบี้ยพันธบัตรที่คุ้มค่ากว่าจึงทำให้ตลาดต้องจับตาการประมูลพันธบัตรในวันที่ 27 เม.ย. นี้อย่างใกล้ชิด
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือนเม.ย.
- การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
- การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC)
- การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ
- การประชุมธนาคารกลางยุโรป
- GDP ไตรมาส 1 (ประมาณการครั้งที่1 ) q/q
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือนมี.ค.
- ดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก ISM เดือนเม.ย.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคยังคง Sideways หลังจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,760 ดอลลาร์ และมีการย่อตัวลงในภายหลัง จากปัจจัยลบด้านราคาพลังงาน / เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า และอาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 4,550 และ 4,400 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่เกิดความล่าช้าหรือติดขัด รวมถึงตัวเลข GDP สหรัฐฯ ประกาศออกมาอ่อนแอต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,760 และ 4,860 ดอลลาร์ ตามบริเวณเส้น 0.618 ของ Fibonacci ได้เช่นกัน โดยหากทองโลกสามารถทะลุแนวต้านดังกล่าว อาจทำให้ทองโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านที่ 5000 ดอลลาร์ ตามเส้น 0.5 ของ Fibonacci ต่อไป
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 71,100 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 70,600 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 72,500 บาท และ 73,000 บาท









