ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (22 เม.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนยังคงเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่งของโลก ซึ่งรวมทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.21% แตะที่ 98.596
ทั้งนี้ เฟด รวมทั้งธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางแคนาดา จะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า ธนาคารกลางทุกแห่งดังกล่าวจะทำการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้
นักลงทุนประเมินว่ามีโอกาสน้อยที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 35% ที่เฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะมีการปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง
ด้าน เควิน วอร์ช ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ได้เข้าแสดงวิสัยทัศน์และรับการไต่สวนจากคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาสหรัฐฯ ในวันอังคารที่ผ่านมา โดยวอร์ชยืนยันว่าเขาไม่ได้ให้สัญญาใด ๆ กับปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ย โดยการไต่สวนดังกล่าวเป็นกระบวนการสำคัญที่เขาจะต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมาธิการว่า เขาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากทำเนียบขาว ก่อนที่จะได้รับการรับรองให้ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเฟด
นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจาสันติภาพรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาการหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ และอิหร่านเดินหน้าการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม โดยคำประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลาสองสัปดาห์จะสิ้นสุดลงในช่วงเย็นวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายไม่ได้ปรากฏตัวในการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถาน สะท้อนให้เห็นว่าการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามยังคงไม่แน่นอน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐฯ แฝงไปด้วยเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ และไม่ได้ลดระดับกำลังทหารในภูมิภาค โดยสื่อรายงานว่า สหรัฐฯ ยังคงวางกำลังทางเรือและลาดตระเวนในอ่าวเปอร์เซียต่อไป รวมทั้งเพิ่มกำลังทหารมากขึ้นแม้ในช่วงเวลาหยุดยิง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการคงแรงกดดันและรักษาทางเลือกทางการทหาร
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








