สหรัฐอเมริกากำลังเร่งเพิ่มการผลิตทองคำภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความต้องการแร่ยุทธศาสตร์ (Critical Minerals) ที่เพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในกลไกสำคัญที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว คือการสนับสนุนโครงการเหมืองทองคำผ่านหน่วยงานด้านที่ดินและทรัพยากรของรัฐ แม้ความเคลื่อนไหวนี้จะไม่ได้ถูกจับตามองมากนักในสาธารณะ
หน่วยงาน สำนักงานบริหารที่ดิน ภายใต้ กระทรวงมหาดไทยสหรัฐ ได้ทยอยสนับสนุนโครงการเหมืองทองคำ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อเร่งขยายกำลังการผลิตในประเทศ
นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับคำสั่งฝ่ายบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2025 ภายใต้ชื่อ “มาตรการเร่งด่วนเพื่อเพิ่มการผลิตแร่ของสหรัฐฯ” ซึ่งระบุให้ทองคำ รวมถึงยูเรเนียม ทองแดง และโพแทช เป็นแร่ยุทธศาสตร์ที่ต้องเร่งพัฒนา โดยให้เหตุผลว่า การพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศคู่แข่งเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ
ข้อมูลจาก สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ ระบุว่า ในปี 2025 การผลิตทองคำจากเหมือง 40 แห่งใน 12 รัฐของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 160 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 17,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 32% จากปีก่อนหน้า โดยรัฐเนวาดายังคงเป็นแหล่งผลิตหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 64% ของทั้งประเทศ รองลงมาคือรัฐอะแลสกา ที่มีสัดส่วนประมาณ 22%
ภายใต้แนวทางดังกล่าว รัฐบาลได้ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดลำดับความสำคัญการใช้ที่ดินเพื่อกิจกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาโครงการใหม่และการขยายเหมืองเดิมในหลายพื้นที่
หนึ่งในโครงการสำคัญคือการขยายเหมืองทองคำ Castle Mountain ในทะเลทรายโมฮาวี โดย สำนักงานบริหารที่ดิน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะถึงวันที่ 1 มิถุนายน สำหรับแผนขยายพื้นที่เหมืองแบบเปิดเพิ่มอีก 1,800 เอเคอร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตทองคำได้ถึง 4 เท่า จากเดิม 18 ล้านตันต่อปี เป็น 80 ล้านตันต่อปี
เหมืองดังกล่าวตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และถือเป็นเหมืองทองคำที่มีศักยภาพสูง โดยสามารถผลิตทองคำได้มากกว่า 4 ล้านออนซ์ ขณะที่โครงการอื่นในรัฐเดียวกัน เช่น การอนุมัติให้บริษัทเอกชนดำเนินการเจาะสำรวจแหล่งแร่เพิ่มเติม ก็มีเป้าหมายเพื่อประเมินศักยภาพทรัพยากรในอนาคต
นอกจากนี้ ในรัฐเนวาดา สำนักงานบริหารที่ดิน ยังได้อนุมัติโครงการเหมืองทองคำ Spring Valley ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งของรัฐและเอกชน โดยมีอายุโครงการรวม 21 ปี ประกอบด้วยช่วงก่อสร้าง การทำเหมือง การแปรรูปแร่ และการฟื้นฟูพื้นที่หลังปิดเหมือง
อ้างอิง : Forbes, Yahoo Finance
ภาพ : tathratourism








