ในช่วงสัปดาห์นี้ ตลาดทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันและแรงหนุนที่ซ้อนทับกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจาก 2 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่กลับมาสูงขึ้นในวันที่ 20 เมษายน 2569 และประเด็นทางการเมืองภายในสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับ Kevin Warsh ซึ่งถูกยื่นสอบสวนโดยสภาคองเกรสในวันที่ 21 เมษายน 2569
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวโดยปกติจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การเคลื่อนไหวของราคาทองในครั้งนี้กลับสะท้อนให้เห็นถึง “โครงสร้างตลาดที่ซับซ้อนมากขึ้น” โดยราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด และยังไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญได้อย่างชัดเจน
ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาอยู่ในโหมด “Risk-Off” อีกครั้ง โดยเฉพาะหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาสูงขึ้น และดันให้ราคาน้ำมันดีดกลับทดสอบ $100 ส่วนทองคำและตลาดหุ้นก็ปรับตัวลดลงต่อ
สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ตลาดกำลังประเมิน “ความเสี่ยงในหลายมิติ” มากกว่าการตอบสนองต่อปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยตรง
6 ปัจจัยเด่น ที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ (20-25 เมษายน 2569)

1) Real Yield (ตัวกำหนดกรอบใหญ่ของราคา)
ปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในเชิงโครงสร้างของราคาทองคำในปี 2569 คือ “Real Yield” หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ ซึ่งสามารถอธิบายผ่านแนวคิดของ Fisher Equation
ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเงิน Real Yield ทำหน้าที่เป็น “ต้นทุนโอกาส” ของการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
โดยทั่วไป:
- Real Yield ที่สูง → ลดความน่าสนใจของทองคำ
- Real Yield ที่ลดลง → สนับสนุนราคาทอง
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นแบบเส้นตรงเหมือนในอดีต แม้ Real Yield จะยังอยู่ในระดับสูง แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังให้ความสำคัญกับ “แนวโน้มของ Real Yield ในอนาคต” มากกว่าระดับในปัจจุบัน
2) ค่าเงินดอลลาร์ (ตัวกดระยะสั้น)
ในภาวะความเสี่ยงสูง นักลงทุนมักถือทั้ง ทองคำและค่าเงินดอลลาร์ และแนวโน้มโดยองค์รวมของดอลลาร์สัปดาห์นี้ มีโอกาสปรับแข็งค่าขึ้นได้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่กดดันราคาทองคำในระยะสั้น
3) นโยบายการเงินของเฟด
แม้ตลาดจะมีข่าวความเสี่ยงหรือเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย แต่ในความเป็นจริง “ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด” ยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อราคาทองคำ
ในบริบทของปี 2569 ตลาดยังคงประเมินว่า เฟดจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ส่งผลให้ Real Yield ยังคงอยู่ในระดับสูง และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าระดับดอกเบี้ยในปัจจุบัน คือ “ความคาดหวังต่อทิศทางในอนาคต” หากตลาดเริ่มเชื่อว่า เฟดจะต้องผ่อนคลายนโยบายในที่สุด ไม่ว่าจะจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการคลัง ราคาทองก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นล่วงหน้า
กล่าวได้ว่า นโยบายของเฟดไม่เพียงกำหนดต้นทุนการถือทองในปัจจุบัน แต่ยังเป็นตัวกำหนด “กรอบการเคลื่อนไหวของราคาทอง” ในภาพใหญ่ของตลาด
4) ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย กับกรณี “เควิน วอร์ช” ถูกยื่นสอบสวน
กรณีว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ถูกยื่นสอบสวน ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเมืองธรรมดา แต่สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นต่อ “ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ” เริ่มถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับ
- ความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ
- ความเป็นอิสระของเฟด
แม้เหตุการณ์นี้จะไม่ได้กระทบราคาทองทันที แต่ในเชิงโครงสร้างถือว่า “เพิ่มความไม่แน่นอน”
เมื่อความเชื่อมั่นลดลง นักลงทุนมักเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัย และกลายเป็นเป็นปัจจัย “หนุนทองในระยะกลาง” ผ่านความไม่มั่นใจในระบบการเงิน และที่สำคัญ อาจส่งผลต่อ “ความคาดหวัง Real Yield ในอนาคต”
5) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ล้มเหลวในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เพิ่มความตึงเครียดในตลาดการเงินแต่ราคาทองคำกลับไม่ปรับขึ้น เหตุเพราะสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะนำไปสู่การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และดันให้เงินเฟ้อพุ่ง หนุนเฟดคงดอกเบี้ยหรือขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ลุกลามหรือรุนแรงขึ้น อาจเป็น “ตัวเร่งราคา” ในระยะสั้นให้ปรับขึ้นได้ แต่ “ไม่ใช่ตัวกำหนดหลัก” ของตลาดทองคำอีกต่อไป
6) Flow เงิน และแรงขายทำกำไร (ตัวเร่งความผันผวน)
หลังจากราคาทองปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า นักลงทุนระยะสั้นเริ่มทยอย “ขายทำกำไร” จึงส่งผลให้ราคาทองคำขึ้นได้จำกัด และตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายเงินของนักลงทุนรายใหญ่และกองทุน ยังมีผลต่อจังหวะตลาดในระยะสั้น
นอกจากนี้ จะเห็นได้ถึง อุปสงค์ทองคำโลกที่กำลังเปลียนไป โดยกลุ่มผู้บริโภคลดลง ในขณะที่นักลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศอินเดีย ที่ราคาทองคำระดับสูง ทำให้การซื้อทองรูปพรรณชะลอตัว แต่ความต้องการทองคำเพื่อ “การลงทุน” กลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก คิดเป็น 17% ที่ระดับ 280.4 ตันในปี 2025 ถือเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2013 ละทำให้สัดส่วนความต้องการทองคำของอินเดียทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 40% จากเดิม 25% สะท้อนถึง การเปลี่ยนโครงสร้างตลาด และทองคำกำลังถูกมองเป็น “สินทรัพย์การเงิน” มากขึ้น
ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงให้ความสนใจในทองคำ แม้ว่าจะมีการซื้อที่เริ่มชะลอตัวลง และมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้น แต่ภาพใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นได้ชัด คือ หลายประเทศต้องการ “ลดการพึ่งพาดอลลาร์” และทำให้ทองคำกลายเป็นสินนทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น
HGF GOLD OUTLOOK: แนวโน้มราคาทองคำ
เมื่อพิจารณารวมทุกปัจจัย สามารถสรุปโครงสร้างตลาดได้ว่า ในระยะสั้น ทองคำจะยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด และมีความผันผวนสูง ขณะที่ระยะกลางขึ้นกับนโยบายการเงินของเฟดและ Real Yield ส่วนระยะยาว ทองคำมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น โดยได้รับอานิสงส์จาก ความไม่แน่นอนของระบบการเงินโลก ระดับหนี้สาธารณะ และความต้องการจากธนาคารกลาง ยังคงสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นของทองคำ
ดังนั้น ในสัปดาห์นี้ ราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 4,700 – 4,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยอาจจะยังไม่สามารถฝ่าแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาบริเวณ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนว์ไปได้ และภาพรวมยังไม่มีสัญญาณ Breakout ที่ชัดเจน
สรุปได้ว่า การวิเคราะห์ทองคำในปี 2569 จำเป็นต้องใช้มุมมองแบบ “หลายตัวแปร” โดย Real Yield ยังคงเป็นแกนหลักของโครงสร้างราคา แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับปัจจัยอื่นเพื่อให้สะท้อนภาพตลาดได้อย่างครบถ้วนและใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
การลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดเดาทิศทางเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารพอร์ตให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ในทุกสถานการณ์ การมีแผนและวินัยในการลงทุน จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้พอร์ตในระยะยาว ด้วยประสบการณ์ในตลาดทองคำมาอย่างต่อเนื่อง ฮั่วเซ่งเฮง มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก บทวิเคราะห์ และมุมมองตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้านและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ 02 112 2222 กด 6 หรือ Line: @hgfsocial
* หมายเหตุ: คำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดทำบทวิเคราะห์
คำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Disclosure)
การใช้งานและวัตถุประสงค์:
บทวิเคราะห์ฉบับนี้มีการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อช่วยในการรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์สรุปภาวะตลาด และเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ลงทุน
กระบวนการตรวจสอบและมาตรฐานวิชาชีพ:
ข้อมูลและเนื้อหาที่ผลิตโดยระบบ AI ทั้งหมด ได้ผ่านการตรวจสอบ สอบทาน และยืนยันความถูกต้องโดย นักวิเคราะห์ที่ได้รับอนุญาต (Human-in-the-Loop) บริษัทและนักวิเคราะห์ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหาและความสมเหตุสมผลของบทวิเคราะห์ตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดโดยสำนักงาน ก.ล.ต.
ข้อจำกัดและความเสี่ยง:
เทคโนโลยี AI อาจมีข้อจำกัดด้านความครบถ้วนสมบูรณ์หรือความทันสมัยของข้อมูลในบางสถานการณ์ ผู้ลงทุนควรใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้เป็นส่วนหนึ่งประกอบการตัดสินใจลงทุนควบคู่กับปัจจัยอื่น ๆ อย่างรอบคอบ
ช่องทางการติดต่อและตรวจสอบย้อนหลัง:
บริษัทได้จัดให้มีระบบบันทึกข้อมูลย้อนหลัง (Traceability) เพื่อการตรวจสอบความโปร่งใส หากท่านพบข้อสงสัยหรือความผิดพลาดประการใด โปรดติดต่อ:
หน่วยงาน: Marketing & Business Development
เบอร์โทรศัพท์: 02 112 2222 ต่อ 1236
อีเมล: somrudee.m@hshfutures.com








