Gold Bullish
- ติดตามความคืบหน้าในการยุติสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน
Gold Bearish
- ติดตามอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เสี่ยงสูงกว่าคาดการณ์
- ติดตามตัวเลข GDP และผลการประชุม FOMC
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ส่งสัญญาณว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในจุดที่เหมาะสมต่อการควบคุมเงินเฟ้อ และเฟดสามารถรอดูสถานการณ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบโต้ภาวะราคาน้ำมันที่ตึงตัว ส่งผลให้ในภายหลัง ตลาด CME FedWatch ได้ลดการคาดการณ์ลงว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ติดตามความคืบหน้าในการยุติสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน
สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ในสัปดาห์นี้ยังคงต้องจับตาไทม์ไลน์ 2-3 สัปดาห์ ที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเป้าหมายในการยุติสงครามและถอนทหารออกจากอิหร่าน แต่ทว่าภายใต้สัญญาณการสงบศึกกลับแฝงไปด้วยปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้สถานการณ์พลิกผันได้ทุกเมื่อ เนื่องจากในช่วงแรกทรัมป์ได้กล่าวว่าตนต้องการยุติสงครามและถอนทหารออกจากอิหร่านหลังบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน (Regime Change) และการสกัดกั้นนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จลุล่วงแล้ว แต่พอมาในช่วงหลัง ทรัมป์ได้กลับมาขู่ว่าจะยกระดับการโจมตีเพื่อให้อิหร่านกลับสู่ยุคหินหากการเจรจาไม่เป็นผล ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่บนความไม่แน่นอนที่สูงมาก เนื่องจากทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่รับผิดชอบการเปิดช่องแคบและปล่อยให้ชาติต่างๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมาเอาน้ำมันไปเอง และทางฝั่งอิหร่านยังคงยืนกรานสิทธิ์ขาดเหนือพื้นที่และเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้นักลงทุนยังคงต้องจับตาต่อไปว่า 1.ช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถเปิดใช้ได้ตามปกติหรือไม่ และจำเป็นต้องจ่ายค่าผ่านทางหากต้องการผ่านช่องแคบหรือไม่ 2.สหรัฐฯ – อิหร่านจะมีการเจรจาสงบศึกที่ลงตัวกันในเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ / ขีปนาวุธหรือไม่ ซึ่งหากทั้ง 2 ข้อสามารถบรรลุผลการเจรจาได้ อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากราคาน้ำมันอาจย่อตัวลงและตลาดเลิกกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่หากทั้ง 2 ข้อยังมีความยืดเยื้อและไม่แน่นอน ก็อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลง จากภาวะเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อได้เช่นกัน
ติดตามอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ วันที่ 10 เม.ษ. เสี่ยงสูงกว่าคาดการณ์
สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในวันที่ 10 เม.ษ. นี้ ซึ่งเป็นการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของเดือนมี.ค. ทั้งเดือนในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ทั้งนี้ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้กล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันจันทร์ที่ 30 มี.ค. โดยกล่าวว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงจากภาวะสงครามจนสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ตาม และนโยบายของเฟด ณ ปัจจุบันอยู่ในจุดที่ดีพอให้เรารอดูสถานการณ์ (Wait and see) ซึ่งคำพูดของพาวเวล เป็นการลดการคาดการณ์ของตลาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร (Treasury constant maturities) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 27 มี.ค. อยู่ที่ 4.44% มาหักลบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรหลักหักเงินเฟ้อ (Inflation indexed) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 27 มี.ค. จะอยู่ที่ 2.13% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อระยะยาวที่ตลาดคาดการณ์ในอีก 10 ปีจะยังคงอยู่ที่ 2.31% ซึ่งถือว่ายังอยู่สูงกว่าเงินเฟ้อที่เฟดคาดการณ์ อยู่ที่ 2.0% เอาไว้พอสมควร ขณะเดียวกัน หากพิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อระยะยาวที่ตลาดคาดการณ์ในอีก 5 ปี มาคำนวณด้วยพันธบัตรชนิดเดียวกัน ก็ยังคงอยู่สูงถึง 2.56% ซึ่งก็ยังสูงกว่ากว่าเงินเฟ้อที่เฟดคาดการณ์อยู่ที่ 2.0% เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ว่าการเฟดหลายท่าน เช่น นายไมเคิล บาร์ , นางลิซา คุก และ นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดนิวยอร์ก ได้เริ่มแสดงความกังวลภาวะเงินเฟ้อมากกว่าการชะลอตัวลงของตลาดแรงงานจากภาวะราคาน้ำมันดิบที่อาจตึงตัวเป็นระยะเวลานาน เนื่องด้วยภาวะสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้นักลงทุนต้องจับตาทิศทางเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลลบต่อราคาทองหากตัวเลขเงินเฟ้อประกาศออกมาแล้วมีการขยายตัว อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขที่ประกาศมีทิศทางที่ตรงกันข้าม ก็อาจส่งผลบวกต่อทอง เนื่องจากเฟดอาจมีพื้นที่ในการพิจารณาลดดอกเบี้ยได้มากขึ้น
ติดตามตัวเลข GDP และผลการประชุม FOMC
ในวันที่ 9 เม.ษ. สหรัฐฯ เตรียมเผยดัชนี GDP ของสหรัฐฯ ไตรมาส 1 ประมาณการครั้งที่ 3 ซึ่งคาดว่าอาจประกาศออกมามากกว่าครั้งก่อน เนื่องจากในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 มี.ค. ได้เผยให้เห็นผ่าน Economic projections ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจขยายตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2026 เป็น 2.4% จากเดิมที่คาดการณ์ 2.3% ในขณะที่ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) อาจขยายตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2026 เป็น 2.7% จากเดิมที่คาดการณ์ 2.5% นอกจากนี้ นายนูเรียล รูบินี (Nouriel Roubini) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัย New York University เจ้าของฉายา Dr. Doom (ผู้ทำนายวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ปี 2008) กลับมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่าน เนื่องจากหากสงครามยืดเยื้อเพียงแค่ 2 เดือน ผลกระทบก็จะมีเพียงการเติบโตที่ชะลอตัวลงและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นแบบปานกลาง (Moderate)
เท่านั้น และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ยังคงสามารถเติบโตได้เร็วกว่าระดับศักยภาพ (Potential growth) ในปี 2026 นี้ จากการที่ AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนประสิทธิภาพการผลิตในระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้มีแนวโน้มว่า การประกาศตัวเลข GDP / Core PCE อาจมีการขยายตัวขึ้น จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งท่ามกลางภาวะสงคราม ซึ่งหากประกาศออกมาสูงกว่าที่คาดจริง อาจส่งผลให้ราคาทองคำมีการย่อตัวลง แต่หากออกมาในทางตรงกันข้าม ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลงได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนี PMI ภาคการบริการจาก ISM เดือน มี.ค.
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ เผยรายงานการประชุม วันที่ 17-18 มี.ค.
- ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.พ.
- GDP สหรัฐฯ ไตรมาสที่ 1 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน มี.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยม.มิชิแกน เดือนมี.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคได้เริ่มมีการ Rebound หลังจากได้มีการปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 4,400 ดอลลาร์ และมีการฟื้นตัวขึ้น หลังจากราคาทองคำได้รับปัจจัยบวกจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ไม่ได้แสดงความกังวลถึงภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยมีแนวต้านที่ 4,850 และ 5,000 ดอลลาร์ ตามเส้น 0.618 และ 0.5 ของ Fibonacci ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากในสัปดาห์นี้ ภาวะสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านยังคงยืดเยื้อ และเงินเฟ้อ / GDP สหรัฐฯ ที่จะมีการประกาศในสัปดาห์นี้มีการขยายตัวขึ้น อาจส่งผลให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 4,400 และ 4,250 ดอลลาร์ ตามบริเวณแนวเส้นที่ 1 ของ Fibonacci ได้เช่นกัน
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 70,000 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 69,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 74,700 บาท และ 75,700 บาท









