Bloomberg – ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์แรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้น โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว (Buy the Dip) ขณะที่ตลาดยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาของสงคราม
ราคาทองคำปรับขึ้นสูงสุดราว 1.3% เคลื่อนไหวเหนือระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความแข็งแกร่งแม้ราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นและตลาดหุ้นอ่อนตัวลง ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาถูกกดดันจากสงครามตลอดเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อและแนวโน้มการลดดอกเบี้ยที่ลดลง
สถานการณ์ความขัดแย้งมีสัญญาณยกระดับ หลังกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเข้ามามีบทบาท ขณะเดียวกันสหรัฐส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาค แม้หลายประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และตุรกี พยายามหาทางยุติสงคราม แต่อิหร่านยังเดินหน้าโจมตีโรงถลุงอะลูมิเนียมในบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่บางพื้นที่ในกรุงเตหะรานเกิดไฟฟ้าดับจากการโจมตีของอิสราเอล
ความกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อ ซึ่งอาจผลักดันให้ธนาคารกลางต้องขายทองคำและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ประกอบกับภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่องในตลาด ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงราว 14% นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวอาจช่วยจำกัดการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ในวอลล์สตรีทมองว่าตลาดยังประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยต่ำเกินไป ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ลดลง และลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ
อเล็กซองดร์ แคเรียร์ ผู้จัดการพอร์ตของ DNCA Invest Strategic Resources Fund ระบุว่า ราคาทองคำยังมีความเปราะบางในระยะสั้น จากความเสี่ยงที่ธนาคารกลางอาจขายทองเพิ่มเติม และแรงขายจากนักลงทุนเพื่อลดสถานะ
ทั้งนี้ แม้การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นแรงหนุนสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ธนาคารกลางตุรกีกลับเคลื่อนไหวสวนทาง โดยขายและทำสวอปทองคำรวมราว 60 ตัน มูลค่ากว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสองสัปดาห์แรกของสงคราม ขณะที่หลายประเทศที่สะสมทองคำเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ทำให้ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นลดความสามารถในการนำเงินกลับมาลงทุนในทองคำ
ที่มา : Yahoo Finance








