Kitco : ราคาทองคำเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2026 ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค โดยราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักตั้งแต่เปิดตลาดสู่ระดับใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 4,098.60 ดอลลาร์ นับเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี อย่างไรก็ตาม หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระงับการโจมตีโครงสร้างพลังงานของอิหร่านเป็นเวลา 5 วัน ราคาทองคำได้ดีดตัวกลับอย่างรวดเร็วในลักษณะ V-shape ขึ้นไปแตะระดับประมาณ 4,450 ดอลลาร์ แต่ Gareth Soloway หัวหน้ากลยุทธ์ตลาดจาก Verified Investing เตือนว่าการฟื้นตัวดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้น โดยปัจจัยแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการร่วงลงอย่างหนัก ไม่ได้มาจากข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความตึงตัวในตลาดสินเชื่อภาคเอกชนมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ และแรงกระแทกจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
Soloway ระบุว่าพฤติกรรมของทองคำกำลังเปลี่ยนไป โดยเริ่มเคลื่อนไหวคล้ายสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม สาเหตุสำคัญมาจากรอยร้าวที่เกิดขึ้นในตลาดสินเชื่อเอกชนขนาดใหญ่ ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2026 ผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือกหลายแห่งเริ่มจำกัดการไถ่ถอนเงินลงทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุน เช่น Morgan Stanley North Haven Private Income Fund ที่สามารถรองรับคำขอไถ่ถอนได้เพียง 45.8% พร้อมใช้เพดานการไถ่ถอนรายไตรมาสที่ 5% หลังคำขอพุ่งสูงเกือบ 11% ขณะที่ Cliffwater Corporate Lending Fund เผชิญคำขอไถ่ถอนราว 14% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ และเลือกจ่ายคืนเพียงครึ่งเดียวของคำขอทั้งหมด
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านสภาพคล่อง และนำไปสู่การขายสินทรัพย์ในหลายตลาดพร้อมกัน เนื่องจากนักลงทุนต้องเผชิญกับ margin call จากการขาดทุนในพอร์ตลงทุน โดย Soloway อธิบายว่า เมื่อพอร์ตลงทุนปรับตัวลดลงมากกว่า 20% นักลงทุนจำเป็นต้องหาเงินสดมาชดเชย จึงต้องขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอย่างทองคำออกมา และมองว่ากระบวนการ “ล้างพอร์ต” นี้ยังจำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อนที่ราคาทองคำจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรได้กลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยการร่วงลงของทองคำในช่วงเช้าเกิดขึ้นพร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 4.2% และเข้าใกล้ระดับสำคัญที่ 4.5% ซึ่ง Soloway มองว่าเป็น “yield shock” ที่มีผลเทียบเท่ากับการขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ของธนาคารกลางสหรัฐ และเป็นแรงกดดันที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องปรับท่าทีทางการทูต โดยมีการเปิดการเจรจาเชิงบวกกับเจ้าหน้าที่อิหร่านในกรุงอิสลามาบัด ผ่านตัวแทนอย่าง Steve Witkoff และ Jared Kushner
ด้านตลาดเงินโลหะเงินเผชิญแรงขายที่รุนแรงยิ่งกว่า โดยราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 4 วัน และร่วงลงเกือบ 20% จากจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม ล่าสุดราคาสปอตเงินดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดระหว่างวันที่ 60.89 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของระดับสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อ 8 สัปดาห์ก่อน แม้ Soloway จะมองว่าเงินอยู่ในภาวะ oversold มากกว่าทองคำ แต่ยังคงเคลื่อนไหวในรูปแบบขาลงทางเทคนิคที่เรียกว่า “bear flag” โดยแม้ระดับ 70 ดอลลาร์จะสามารถยืนได้เป็นครั้งที่สามในปี 2026 แต่กรอบวิเคราะห์ยังชี้ว่าราคาอาจปรับตัวลงต่อไปสู่ช่วง 50–54 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะสร้างฐานที่มั่นคง
แม้ภาพระยะสั้นจะยังเต็มไปด้วยแรงกดดัน Soloway ยังคงประเมินว่าราคาทองคำอาจปรับตัวลงต่อสู่ระดับประมาณ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับแนวรับสำคัญจากเดือนเมษายน 2025 ที่เคยเป็นแนวต้านมาก่อน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการปรับฐานดังกล่าวจะเป็นเพียงระยะสั้น และเปรียบการฟื้นตัวในอนาคตว่าเป็น “Phoenix effect” คล้ายกับการดีดตัวอย่างรวดเร็วหลังวิกฤตสภาพคล่องในปี 2020 โดยคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสกลับขึ้นไปใกล้ 5,000 ดอลลาร์ภายใน 3–6 เดือน และในระยะยาวยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 10,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงหนุนของแนวโน้มค่าเงินที่อ่อนค่าลงในระบบเศรษฐกิจโลก (debasement trade)
ที่มา : Kitco








