สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ของการประชุมธนาคารกลางชั้นนำของโลก 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ธนาคารกลางออสเตรเลีย และธนาคารกลางจีน
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางแคนาดาจะทราบผลการประชุมในวันพุธที่ 18 มีนาคม ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม และธนาคารกลางจีนจะประชุมในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม
คาดการณ์ว่าธนาคารกลางทุกแห่งจะตรึงอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ ยกเว้นธนาคารกลางออสเตรเลียที่นำร่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันอังคารที่ 17 มีนาคม แต่ที่สำคัญนักลงทุนรอติดตามการแถลงของธนาคารกลางชั้นนำถึงแนวโน้มดอกเบี้ยหลังเกิดสงคราม
มุมมองตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไป หลังเกิดสงครามอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบและราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น
นักลงทุนคาดธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงิน ดอกเบี้ยที่คุมเข้มมากขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและราคาก๊าซ LNG ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปรับขึ้นแรงหลังเกิดสงครามอิหร่าน ปีนี้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นกว่า 60% และราคาก๊าซ LNG ในยุโรปเพิ่มขึ้นกว่า 70%
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตลาดคาดปีนี้จะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง และจะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม เทียบกับก่อนเกิดสงครามตลาดคาดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง และจะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิถุนายน
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตลาดคาดปีนี้จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง เทียบกับก่อนเกิดสงครามคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม
ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ตลาดคาดปีนี้อาจจะไม่ลดดอกเบี้ย จากเดิมก่อนเกิดสงครามตลาดคาดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง เนื่องจากยุโรป และ UK ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นมากกว่าสหรัฐ ฯ ทำให้มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายการเงินดอกเบี้ยที่เข้มงวดมากกว่า
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานประมาณ 90% และส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงมาก ขณะเดียวกัน BOJ ก็มีปัญหาเดิมอยู่แล้วก่อนสงคราม เช่น ค่าเงินเยนอ่อนค่า ปัญหาสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาว และมาตรการกระตุ้นการคลังขนาดใหญ่ ความเสี่ยงเงินเฟ้อกำลังสูงมาก แต่ BOJ ก็ระวังการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป เพราะกลัวว่าจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุด โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามยังทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
ติดตามประชุมเฟดรอบแรกหลังสงคราม คาดทองผันผวน
3 ประเด็นที่ต้องติดตามในการประชุมเฟดรอบนี้
- ผลการประชุม คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม 3.50-3.75%
- Dot Plot เฟดจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่ง Dot Plot เดือนธันวาคม 2568 สะท้อนให้เห็นว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ 1 ครั้ง และปีหน้า 1 ครั้ง ซึ่งถ้ามีการปรับเปลี่ยนปีนี้ เป็นว่าเฟดจะไม่ปรับลดดอกเบี้ย คาดว่าราคาทองคำจะปรับลง แต่ถ้ายืนยันว่าปีนี้จะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง คาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นแรง นักลงทุนจะสบายใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อไป ก่อนหน้านี้กังวลว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
- การแถลงของประธานเฟด คาดพาวเวลจะให้ความเห็นที่เป็นสายเหยี่ยว แสดงความเป็นห่วงเรื่อง
เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากสงคราม ซึ่งเงินเฟ้อ Core PCE เดือนมกราคม 3.1% สูงกว่า
เงินเฟ้อเป้าหมาย 2% ยาวนานเป็นปีที่ 5 แต่คาดว่าท่านจะแถลงว่าเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต ขึ้นอยู่กับสงครามจะยืดเยื้อและกระทบกับราคาน้ำมันมากน้อยแค่ไหน
แนวโน้มราคาทอง
ระยะสั้นทองคำมีแนวรับที่ 4,970 ดอลลาร์ ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวจะมีแนวรับสำคัญที่ 4,890 ดอลลาร์เป็นจุดต่ำสุดของราคาทองคำในวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่มีแนวต้านที่ 5,050 ดอลลาร์ และ 5,100 ดอลลาร์ ทองไทยมีแนวรับที่ 76,200 บาทและ 75,400 บาท แนวต้าน 77,000 บาท และ 77,500 บาท









