เงินหยวนที่แข็งค่าพุ่งแรงจนแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ทำให้ธนาคารกลางจีนต้องรีบ ‘ส่งสัญญาณเบรก’ ด้วยการผ่อนคลายกฎสำรองความเสี่ยง เพื่อเปิดทางให้ตลาดซื้อดอลลาร์มากขึ้น สะท้อนความกังวลว่า การแข็งค่าเร็วเกินไปอาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ธนาคารกลางจีน รีบออกมาตรการในวันศุกร์นี้ (27 ก.พ.) เพื่อ “ชะลอการแข็งค่าที่รวดเร็วเกินไป” ของ เงินหยวน โดยประกาศยกเลิกการกันเงินสำรองความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบางประเภท ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาด “ซื้อดอลลาร์มากขึ้น”
การตัดสินใจนี้ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ค่าเงินหยวน “แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี” ในการซื้อขายภายในประเทศ โดยเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากแรงขายดอลลาร์ของผู้ส่งออก ที่เร่งแลกเงินกลับเป็นหยวน หลังจากจีนทำสถิติ “เกินดุลการค้า” สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา
หยวน เทา นักวิเคราะห์จาก Orient Futures กล่าวว่า “ผมค่อนข้างประหลาดใจกับมาตรการนี้ นี่สะท้อนว่า ธนาคารกลางจีนกำลังเข้าแทรกแซง เพราะการแข็งค่าของหยวนเร็วเกินไป”
ธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุว่า จะปรับลดอัตรา “เงินสำรองความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน” สำหรับสถาบันการเงินที่ซื้อเงินตราต่างประเทศผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ลงเหลือ 0% จากเดิม 20% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม
มาตรการนี้ถือเป็นการ “กลับลำ” จากการตัดสินใจเมื่อเดือนกันยายน 2022 ที่เคยปรับเพิ่มสัดส่วนเงินสำรองดังกล่าว เพื่อสกัดการอ่อนค่ารวดเร็วของ หยวน และป้องกันเงินทุนไหลออก
ธนาคารกลางระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมยืนยันว่า จะยังคงรักษาเสถียรภาพพื้นฐานของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนให้อยู่ในระดับที่ “สมเหตุสมผลและสมดุล”
หลิว หยาง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจตลาดการเงินของ Zheshang Development Group กล่าวว่า ในระยะสั้น มาตรการนี้จะช่วยปลดล็อกความต้องการซื้อดอลลาร์ผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ค้างอยู่ก่อนหน้านี้ ทำให้สมดุลอุปสงค์-อุปทานในตลาดดีขึ้น
“ในทางกลับกัน มาตรการนี้ยังสะท้อนว่า PBOC มองว่าความเสี่ยงที่หยวนจะอ่อนค่าต่อไป มีไม่มาก และยังเชื่อว่าเงินหยวนมีโอกาสแข็งค่าได้อีกพอสมควร”
สวี่ เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit กล่าวว่า “การปรับมาตรการของ PBOC ถือเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการลดความผันผวน โดยที่ผ่านมา ธนาคารกลางก็เคยดำเนินการในลักษณะคล้ายกันหลายครั้ง เมื่อเงินหยวนเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นช่วงแข็งค่ามากเกินไป หรืออ่อนค่ามากเกินไป”
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ








