ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Bank of America ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ให้กับตลาดทองคำ หลังประกาศ “เป้าหมายราคาทองคำใหม่” ที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งกำลังจุดประกายความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่นโยบายการเงินของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ
การคาดการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดชะตาของราคาทองคำมาโดยตลอด
การแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ เขย่าตลาดทองคำทันที
เมื่อเดือนที่ผ่านมาโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แต่งตั้ง เควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ แทนที่เจอโรม พาวเวล การตัดสินใจครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินอย่างรวดเร็ว
เควิน วอร์ช ในอดีตเคยเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ “สายเข้มงวด” (hawkish) ด้านนโยบายการเงิน และยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด ระหว่างปี 2006–2011 และมีจุดยืนสนับสนุนการรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก
เพียงแค่ข่าวการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 30 มกราคม ราคาทองคำก็เผชิญแรงเทขายทันที โดยปรับตัวลดลงถึง 1.55% และร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ประมาณ $4,893 ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาโลหะเงินปรับตัวลดลงเช่นกัน สะท้อนความกังวลของตลาดว่านโยบายการเงินอาจกลับเข้าสู่โหมด “เข้มงวด” อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา วอร์ชเริ่มส่งสัญญาณในลักษณะ “ผ่อนคลายมากขึ้น” (Dovish) ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ทิศทางนโยบายที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เอง คือเชื้อเพลิงสำคัญของราคาทองคำ
เฟดคงดอกเบี้ย แต่ความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เฟดเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในช่วง 3.5%–3.75% ซึ่งสะท้อนว่า เฟดยังคงอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์”
โดยปกติแล้ว ทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่เกิด
- ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน
- ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
- ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของค่าเงิน
ซึ่งในปัจจุบัน ปัจจัยทั้ง 3 กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน
เป้าหมายใหม่ของ Bank of America ทองคำอาจพุ่งสู่ $6,000 ภายใน 12 เดือน
ท่ามกลางความผันผวนระยะสั้น Bank of America กลับมีมุมมองเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยได้ตั้งเป้าหมายราคาทองคำที่ระดับ $6,000 ต่อออนซ์ ภายในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า
เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ประมาณ $5,177.76 ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ หมายความว่าทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีกมากกว่า 15%
หากมองย้อนกลับไปในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำได้พุ่งขึ้นแล้วถึง 76.89% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากหนี้สาธารณะและความเสี่ยงด้านนโยบาย
นอกจากทองคำแล้ว Bank of America ยังชี้ว่า “โลหะเงิน” มีศักยภาพในการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเช่นกัน ในเชิงโครงสร้าง ราคาเงินมักเคลื่อนไหวแรงกว่าทองคำ โดยมีลักษณะเป็น “High Beta” กล่าวคือ ในช่วงขาขึ้น ราคาเงินมักปรับตัวขึ้นแรงกว่าทองคำ แต่ในระยะสั้น ก็มีความผันผวนสูงกว่าเช่นกัน แม้จะมีความเสี่ยงระยะสั้น แต่ธนาคารยังคงมองว่าเงินมีโอกาสฟื้นตัวและอาจทะลุระดับ $100 ต่อออนซ์ได้ในอนาคต
เมื่อความเชื่อมั่นในค่าเงินเริ่มสั่นคลอน ทองคำจึงกลับมาโดดเด่น
ประเด็นสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการคาดการณ์ครั้งนี้ คือความกังวลเกี่ยวกับ “เสถียรภาพของค่าเงิน” และ “การลดค่าของเงินในระยะยาว” (Currency debasement)
เมื่อความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินเพิ่มขึ้น นักลงทุนทั่วโลกมักหันกลับมาหาสินทรัพย์ที่ไม่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้อย่างทองคำ
ทองคำจึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็น “สินทรัพย์ทางการเงินที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโลก”
แหล่งที่มา : Yahoo Finance








