ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (23 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อความไม่แน่นอนของอัตราภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ
ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.09% แตะที่ 97.705
ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) โดยมีคำวินิจฉัยว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีโดยอาศัยกฎหมายที่สงวนไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ พร้อมระบุว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแต่อย่างใด
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัย ปธน.ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวสู่ระดับ 15% ในวันเสาร์ (21 ก.พ.) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 ซึ่งมอบอำนาจด้านภาษีแก่ประธานาธิบดีเพื่อจัดการกับปัญหาการขาดดุลการค้า
นักลงทุนจับตาการแสดงความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟด
นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงรายงานตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ราคาบ้านจาก S&P/Case-Shiller, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก Conference Board, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง
ส่วนข้อมูลที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานลดลง 0.7% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนพ.ย. ส่วนเมื่อเทียบรายปี คำสั่งซื้อภาคโรงงานเพิ่มขึ้น 3.7% ในเดือนธ.ค. โดยคำสั่งซื้อภาคโรงงานได้รับผลกระทบจากการลดลงของคำสั่งซื้อเครื่องบิน
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








