กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขขาดดุลงบประมาณประจำเดือนม.ค.ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยได้รับอานิสงส์จากการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ สหรัฐขาดดุลงบประมาณ 95,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ลดลง 26% เมือ่เทียบกับเดือนม.ค.2568
หากพิจารณาตั้งแต่เดือนต.ค.2568 ซึ่งเป็นต้นปีงบประมาณ 2569 จนถึงเดือนม.ค.2569 สหรัฐมียอดขาดดุลงบประมาณสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รายได้จากภาษีศุลกากรอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ทำให้ยอดรายได้จากภาษีศุลกากรสะสมตั้งแต่เดือนต.ค.2568 ซึ่งเป็นต้นปีงบประมาณ 2569 จนถึงเดือนม.ค.2569 อยู่ที่ 124,000 ล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้น 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศทั่วโลกในเดือนเม.ย.2568 โดยกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าสหรัฐ พร้อมทั้งกำหนด “ภาษีตอบโต้” (reciprocal tariffs) กับบางประเทศ
เมื่อเดือนพ.ย.2568 ศาลฎีกาสหรัฐได้เปิดการไต่สวนในคดีที่มีการฟ้องว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ในการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาออกมาเป็นลบ รัฐบาลสหรัฐอาจต้องคืนเงินภาษีเป็นจำนวนเงินหลายแสนล้านดอลลาร์
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








