รู้หรือไม่! “จีน” ลดถือครอง “พันธบัตรสหรัฐ” นานกว่า 10 ปี ขณะเดียวกันหลายประเทศเริ่มลดน้ำหนักสินทรัพย์สหรัฐ สะท้อนความกังวลภูมิรัฐศาสตร์-ทิศทางนโยบาย
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.15 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ภาวะอ่อนตัวของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries) หลังจากมีรายงานว่าจีนเรียกร้องให้ธนาคารในประเทศจำกัดการถือครองพันธบัตรสหรัฐเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ทว่ากลับทำให้ตลาดหันมาให้ความสนใจกับแนวโน้มที่จีนทยอยลดการถือครองหนี้สหรัฐต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี และปลุกความกังวลว่าอาจนำไปสู่การถอยห่างในวงกว้างของนักลงทุนทั่วโลกจากตลาดหนี้สหรัฐ
ข้อมูลชี้ว่า จีน ซึ่งเคยเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐ ได้ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลงเกือบครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2556 ทำให้นักลงทุนมองว่าข่าวล่าสุดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวโน้มเดิม และไม่ใช่สัญญาณช็อกใหม่ของตลาด
ความเสี่ยงที่แท้จริงในมุมมองนักลงทุน คือความเป็นไปได้ที่นโยบายซึ่งยากจะคาดเดาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยิ่งสร้างความแปลกแยกต่อพันธมิตรของสหรัฐ และกระตุ้นให้ผู้ให้กู้รายใหญ่แบบดั้งเดิมอย่างยุโรปและญี่ปุ่น เดินตามรอยจีนในการลดถือครองหนี้สหรัฐ อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้ ความต้องการจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่า การลดสัดส่วนของจีนอาจเป็นข้อยกเว้นมากกว่ากฎสำหรับตลาดโลก
ตลาดหนี้สหรัฐยังทำงานได้ปกติ
แม้จะมีช่วงผันผวนเป็นระยะ แต่ตลาดพันธบัตรสหรัฐยังคงทำงานได้อย่างราบรื่น ส่วนต่าง bid-ask อยู่ในระดับต่ำ ความผันผวนต่ำสุดในรอบหลายปี และการประมูลพันธบัตรดำเนินไปอย่างราบรื่น
เมื่อวันจันทร์ ราคาพันธบัตรร่วงลงชั่วคราว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นราว 5 เบซิสพอยต์ แต่ภายในวันอังคาร อัตราผลตอบแทนกลับมาลดลงอีกครั้ง หลังนักลงทุนหันไปจับตารายงานตัวเลขจ้างงาน และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลาง จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
Bob Michele ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนและหัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ทั่วโลกของ JPMorgan Asset Management ระบุว่า จีนค่อย ๆ ลดการถือครองพันธบัตร และหันไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นมานานแล้ว แต่ในเวลานี้ “สิ่งที่เห็นชัดคือ ความสนใจในพันธบัตรสหรัฐยังคงมีอยู่”
ทำไมจีนกังวลกับการถือครองหนี้สหรัฐ
รายงานของ Bloomberg ระบุว่าหน่วยงานกำกับดูแลของจีนกังวลว่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในปริมาณมาก อาจทำให้ธนาคารเผชิญความผันผวนของมูลค่าอย่างรุนแรง จึงแนะนำให้สถาบันการเงินจำกัดการซื้อ และให้ผู้ที่มีสัดส่วนสูงลดพอร์ตลง
ขณะเดียวกันดุลการค้าส่วนเกินระดับประวัติการณ์ของจีนที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทและธนาคารเลือกนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า แทนการนำเงินกลับประเทศ
Stephen Jen ผู้ร่วมก่อตั้ง Eurizon SLJ Capital มองว่า ในบริบทที่จีนและสหรัฐเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น การปล่อยกู้ให้กับคู่แข่งหลักอย่างรัฐบาลสหรัฐ ย่อมเป็นสิ่งที่ปักกิ่งลังเลมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวอย่างจากยุโรปและประเทศอื่น ๆ
ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลังทรัมป์ส่งสัญญาณต้องการครอบครองกรีนแลนด์ในเดือนมกราคม ทำให้กองทุนบำนาญเดนมาร์ก AkademikerPension ประกาศขายพันธบัตรสหรัฐ มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนบำนาญดัตช์ Stichting Pensioenfonds ABP ลดการถือครองลงราว 10,000 ล้านยูโร เหลือ 19,000 ล้านยูโรในช่วง 6 เดือนถึงกันยายน
นอกยุโรป อินเดียลดการถือครองลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพื่อพยุงค่าเงินและกระจายเงินสำรอง ส่วนบราซิลก็ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐระยะยาวเช่นกัน
Damien Loh ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Ericsenz Capital กล่าวว่า แนวโน้มโดยรวมชัดเจนว่า ผู้ลงทุนที่ไม่ใช่สหรัฐทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะ Treasuries
ยังไม่ถึงขั้นคว่ำบาตรการซื้อ
แม้การถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ โดยต่างชาติจะทำสถิติสูงสุดที่ 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน แต่สัดส่วนต่อหนี้รวมกลับลดลง เหลือราว 31% จากประมาณ 50% ในต้นปี 2558 สะท้อนว่าการซื้อไม่ทันกับอัตราการก่อหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ
Jim O’Neill อดีตประธาน Goldman Sachs Asset Management มองว่า กระแสกังวลเรื่องต่างชาติเทขายหนี้สหรัฐ เป็นประเด็นที่ถูกขยายเกินจริง เพราะตราบใดที่สหรัฐยังขาดดุลการค้า ดอลลาร์ก็จะไหลออกไปต่างประเทศ และประเทศเหล่านั้นต้องหาที่ลงทุน ซึ่ง Treasuries ยังเป็นตัวเลือกหลัก
จีนอาจถือครองมากกว่าที่ตัวเลขทางการระบุ
Brad Setser นักวิชาการอาวุโสจาก Council on Foreign Relations ประเมินว่า จีนอาจถือครอง Treasuries จริงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าตัวเลขทางการของสหรัฐที่ระบุราว 683,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากจีนอาจย้ายสินทรัพย์ไปถือผ่านผู้ดูแลทรัพย์สินในยุโรป เช่น เบลเยียม ซึ่งมีการถือครองพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่านับตั้งแต่ปี 2560 เป็น 481,000 ล้านดอลลาร์
ด้าน Eswar Prasad ศาสตราจารย์จาก Cornell University และอดีตหัวหน้าฝ่ายจีนของ International Monetary Fund ระบุว่า ธนาคารกลางจีน หรือ People’s Bank of China แทบไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก เพราะขาดแคลนสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงในสกุลเงินอื่น
“เป็นไปได้ยากมากที่จีนจะกระจายการลงทุนออกจากพันธบัตรสหรัฐ ได้มากเท่าที่ตัวเลขทางการบ่งชี้” Prasad กล่าว
อ้างอิง : bloomberg.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








