ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า มูลค่าของเงินดอลลาร์ยังอยู่ในระดับที่ “ดีมาก” หลังถูกตั้งคำถามถึงการอ่อนค่าของสกุลเงินสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงดังกล่าวกลับยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันในตลาด ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี สะท้อนความเปราะบางของบรรยากาศการลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ
การอ่อนค่าของดอลลาร์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีและการค้า ความผันผวนเชิงนโยบาย รวมถึงประเด็นที่ตลาดกังวลว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของ Fed ขณะเดียวกัน การขาดดุลงบประมาณภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
แม้ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกสหรัฐฯ แต่ทรัมป์ย้ำชัดว่า เขาไม่ได้ต้องการเห็นดอลลาร์อ่อนค่าลงไปมากกว่านี้ โดยระบุว่าอยากให้ค่าเงินเคลื่อนไหว “ตามกลไกของตลาด” และยังคงยืนยันว่า มูลค่าของดอลลาร์ในภาพรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดี หลังคำกล่าวของทรัมป์ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล กลับอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยทรัมป์ยังพาดพิงถึงจีนและญี่ปุ่นว่า ในอดีตเขาเคยเผชิญหน้ากับทั้งสองประเทศอย่างหนัก จากความพยายามทำให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการค้า
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตากระแสคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ และญี่ปุ่นอาจพิจารณาดำเนินมาตรการแทรกแซงค่าเงินร่วมกัน เพื่อพยุงเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างหนัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น
ในภาพรวม การอ่อนค่าของดอลลาร์สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ดอลลาร์ที่อ่อนค่าก็มีด้านบวก โดยช่วยหนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก เอื้อให้บริษัทข้ามชาติแปลงกำไรจากต่างประเทศกลับมาเป็นดอลลาร์ได้ในต้นทุนที่ต่ำลง และช่วยลดภาระของประเทศและบริษัทต่างชาติที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ เนื่องจากต้องใช้เงินสกุลท้องถิ่นน้อยลงในการชำระหนี้
แหล่งอ้างอิง : Reuters
ภาพ : Sky News








