“ทองคำ” ทำสถิติใหม่เหนือ 5,000 ดอลลาร์ จากความเสี่ยงโลกและแรงซื้อแบงก์ชาติ-ETF นักวิเคราะห์มองปี 2569 มีลุ้นเห็น 6,000 ดอลลาร์ แม้ย่อตัวได้เป็นช่วง ๆ แต่อาจเป็นจังหวะเข้าซื้อ
วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 12.48 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำสปอต ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันจันทร์ อาจปรับขึ้นต่อไปใกล้ 6,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2569 จากความตึงเครียดทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากธนาคารกลางและผู้ซื้อรายย่อย
ผลสำรวจคาดการณ์โลหะมีค่าประจำปีของ London Bullion Market Association (LBMA) ระบุว่า นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาทองอาจขึ้นได้สูงถึง 7,150 ดอลลาร์ และราคาเฉลี่ยในปี 2569 อยู่ที่ 4,742 ดอลลาร์
ด้าน Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทอง ณ เดือนธันวาคม 2026 เป็น 5,400 ดอลลาร์ จากเดิม 4,900 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์อิสระ รอสส์ นอร์แมน คาดว่า ราคาอาจทำจุดสูงสุดปีนี้ที่ 6,400 ดอลลาร์ และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 5,375 ดอลลาร์
“ตอนนี้สิ่งเดียวที่แน่นอนดูเหมือนจะเป็นความไม่แน่นอน และนั่นกำลังเข้าทางทองคำอย่างมาก”
การปรับขึ้นรอบล่าสุดของทองคำได้แรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-นาโตเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ความไม่แน่นอนด้านภาษี ไปจนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เป็นต้น
ฟิลิป นิวแมน ผู้อำนวยการที่ Metals Focus ระบุว่า “เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐกำลังจะมาถึง ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจเพิ่มขึ้นอีก ขณะเดียวกันความกังวลต่อมูลค่าหุ้นที่แพงเกินไปมีแนวโน้มจะหนุนกระแสกระจายความเสี่ยงเข้าทองคำ …หลังผ่านหมุดหมาย 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ เราคาดว่าจะยังมีอัพไซด์ต่อ”
การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นแรงขับสำคัญของราคาในปี 2568 คาดว่าจะยังแข็งแกร่งต่อเนื่องในปีนี้ Goldman Sachs คาดว่าปริมาณซื้อเฉลี่ยจะอยู่ที่ 60 ตันต่อเดือน เนื่องจากธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ยังเดินหน้ากระจายทุนสำรองไปสู่ทองคำ ขณะที่ธนาคารกลางโปแลนด์ซึ่งถือครองทองคำ 550 ตัน ณ สิ้นปี 2568 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 700 ตัน ตามคำกล่าวของผู้ว่าการ อดัม กลาปินสกี ในเดือนนี้ แผนดังกล่าวย้ำมุมมองว่าแรงหนุนหลักของทองคำมาจากธนาคารกลางที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์…และจะไปทางไหนได้อีกนอกจากทองคำ ด้านธนาคารกลางจีนยังคงซื้อทองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ในเดือนธันวาคม
กระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่อิงทองคำ ซึ่งถือทองคำแท่งไว้ให้ผู้ลงทุน และเป็นแหล่งดีมานด์สำคัญ ก็ช่วยพยุงราคาเช่นกัน ท่ามกลางคาดการณ์ว่าปีนี้สหรัฐอาจลดดอกเบี้ยต่อ คริส แมนชินี ผู้ร่วมผู้จัดการพอร์ต Gabelli Gold Fund กล่าวว่า “การถือทองมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเพราะทองไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยลด ต้นทุนนี้ก็ลดลง หากเฟดลดดอกเบี้ยต่อในปี 2026 ความต้องการทองควรเพิ่มขึ้น”
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า กองทุนทองคำ ETF มีเงินไหลเข้าทำสถิติสูงในปี 2025 นำโดยกองทุนในอเมริกาเหนือสูงถึง 50.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินไหลเข้าตลอดปีพุ่งรวมทั้งสิ้น 88.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อุปสงค์ทองคำเพื่อเครื่องประดับอ่อนแรงลงจากราคาที่สูง แต่ถูกชดเชยบางส่วนด้วยความต้องการทองคำแท่งขนาดเล็กและเหรียญทองที่แข็งแกร่งในตลาดสำคัญอย่างอินเดีย ขณะที่ในยุโรปก็เห็นการซื้อทองแท่งและเหรียญทองเช่นกัน แม้นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไร
เฟรเดอริก ปานิซซุตติ หัวหน้าฝ่ายขายทั่วโลกของ Numismatica Genevensis ซึ่งค้าขายเหรียญโลหะมีค่า กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนรายย่อย เสน่ห์ของทองอยู่ที่ความเรียบง่าย
คุณไม่ต้องวิเคราะห์งบการเงิน ประเมินความเสี่ยงเครดิต หรือกังวลเรื่องความเสี่ยงประเทศ…ความเสี่ยงเดียวของทองคำจริงคือทิศทางราคา และเมื่อภูมิรัฐศาสตร์กับเศรษฐกิจโลกซับซ้อนขึ้น ความเรียบง่ายนั้นยิ่งน่าดึงดูด
นักวิเคราะห์มองว่ายังมีปัจจัยที่อาจทำให้ราคาปรับฐานได้ เช่น การลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ การถูกบังคับขายจากมาร์จิ้นคอลในตลาดหุ้น หรือความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟดที่คลี่คลายลง อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่คาดว่าหากย่อตัวก็จะเป็นช่วงสั้น และถูกมองเป็นโอกาสเข้าซื้อ
นิวแมนกล่าวว่า “การปรับลงของทองอย่างมีนัยและยั่งยืน จะต้องอาศัยการกลับสู่สภาพเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ดูไม่น่าเกิดขึ้น”
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา : World Gold Council, การเงินธนาคาร









