ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยกรอบแผนปฏิรูประบบสาธารณสุขของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยทำเนียบขาวระบุว่า แผนดังกล่าวจะช่วยลดราคายาและค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการขยายสิทธิ์เงินอุดหนุนตามกฎหมาย Affordable Care Act (ACA) หรือ “โอบามาแคร์” ซึ่งกำลังเผชิญแรงต้านจากวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนเสี่ยงต้องแบกรับค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น
ทรัมป์ระบุในคลิปวิดีโอว่า โครงการนี้ใช้ชื่อว่า “The Great Healthcare Plan” และเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งผลักดันกรอบนโยบายดังกล่าวให้เป็นกฎหมายโดยเร็ว “ต้องทำเดี๋ยวนี้” ทรัมป์กล่าว
แผนดังกล่าวจะบรรจุข้อตกลงที่ทรัมป์เพิ่งทำกับบริษัทยายักษ์ใหญ่หลายแห่ง เพื่อปรับลดราคายาบางรายการในสหรัฐฯ โดยอ้างอิงราคาที่ต่ำกว่าในต่างประเทศ ภายใต้นโยบาย “most-favored-nation” ขณะเดียวกัน บริษัทยากว่า 10 แห่งยอมลดราคายาบางชนิดสำหรับผู้ป่วยในโครงการ Medicaid แลกกับการได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นเวลา 3 ปี และยังตกลงจำหน่ายยาบางรายการในราคาพิเศษผ่านแพลตฟอร์มขายตรงถึงผู้บริโภคของทรัมป์ที่ชื่อว่า “Trump Rx” ซึ่งทรัมป์ระบุว่าราคายาจะเริ่มมีผลทันทีเมื่อแพลตฟอร์มเปิดตัวภายในเดือนนี้ พร้อมอ้างว่าราคาจะลดลงได้สูงสุดถึง 500% แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ก็ตาม
เอกสารข้อเท็จจริงจากทำเนียบขาวระบุว่า แผนนี้จะเพิ่มการเข้าถึงยาที่ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัยสำหรับการจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) มากขึ้น รวมถึงเสนอให้โอนเงินสนับสนุนประกันสุขภาพ “โดยตรงถึงประชาชน” แทนการอัดฉีดเงินภาษีจำนวนมหาศาลให้บริษัทประกันรายใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจัดตั้งโครงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายร่วม ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะช่วยลดเบี้ยประกันของแผนโอบามาแคร์ที่ใช้กันทั่วไปได้มากกว่า 10%
องค์ประกอบอื่นของนโยบายยังรวมถึง การบังคับให้บริษัทประกันสุขภาพต้องเผยแพร่ข้อมูลเปรียบเทียบความคุ้มครองเป็นภาษาเข้าใจง่ายบนเว็บไซต์ รวมถึงข้อมูลต้นทุนการดำเนินงานและอัตราการปฏิเสธเคลม ขณะที่ผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่เข้าร่วมโครงการ Medicare หรือ Medicaid จะต้องเปิดเผยค่าบริการอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาบิลค่ารักษาที่ไม่คาดคิด
อย่างไรก็ตาม แผนจากทำเนียบขาวไม่ได้กล่าวถึงการขยายเงินอุดหนุน ACA ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคเดโมแครตยืนกรานให้รวมอยู่ในข้อตกลงด้านสาธารณสุข โดยขณะนี้ วุฒิสมาชิกจากทั้งสองพรรคกำลังเจรจาหาทางออก แต่ติดปัญหาเรื่องถ้อยคำในบทบัญญัติ Hyde Amendment ซึ่งห้ามใช้เงินรัฐบาลกลางสนับสนุนบริการทำแท้ง
ลิซา เมอร์คาวสกี วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐอะแลสกา หนึ่งในคณะเจรจา ระบุว่า การผลักดันข้อตกลงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทำเนียบขาว พร้อมตั้งคำถามว่า ท่าทีของทรัมป์ที่ไม่สนับสนุนการขยายเงินอุดหนุน จะส่งผลให้การเจรจาถอยหลังหรือไม่
ด้านฌานน์ ชาฮีน วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งเป็นแกนนำฝั่งเดโมแครตในการเจรจา กล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดแผนของทรัมป์ แต่ยืนยันว่าการพูดคุยคืบหน้าไปมาก โดยเหลือเพียงการร่างกฎหมายและขอความเห็นชอบขั้นสุดท้าย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งชี้แจงว่า แผนดังกล่าวไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้ในการขยายเงินอุดหนุน แต่สะท้อนจุดยืนของประธานาธิบดีที่ต้องการให้เงินสนับสนุนไปถึงประชาชนโดยตรง มากกว่าผ่านบริษัทประกัน และไม่ได้มีเป้าหมายแทรกแซงการเจรจาแบบสองพรรคที่กำลังดำเนินอยู่ในสภาคองเกรส
ที่มา : CNBC








