Gold Bullish
- ปธน.ทรัมป์เตรียมประกาศประธานเฟดคนใหม่เดือนม.ค. นี้
Gold Bearish
- รัสเซียและยูเครนเข้าใกล้สันติภาพ
- รายงานการประชุมเฟดชี้ อาจต้อง “คงดอกเบี้ย” ระยะหนึ่ง
- รายงานงบดุลเฟดชี้ เงินดอลลาร์ถูกกระตุ้นให้แข็งค่าระยะสั้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการปรับตัวลง จากการที่ปัจจัยกดดันทางด้านความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย – ยูเครนเริ่มเข้าใกล้สันติภาพ และคณะกรรมการเฟดบางส่วนยังคงกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง จึงส่งผลให้ ตลาด CME Fed Watch ได้คาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 85.1% จาก 83.4% แล้วว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ย 3.75%-3.50% ในการประชุมในเดือน ม.ค. 2026 อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
รายงานงบดุลเฟดชี้ เงินดอลลาร์ถูกกระตุ้นให้แข็งค่าระยะสั้น
เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ประกาศนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE) เดือนละ 40,000 ล้านดอลลาร์ โดยเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน งบดุลของเฟดในช่วงวันที่ 25-31 ธ.ค. มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ซึ่งมีผลต่อการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ ดังนี้
1.U.S. Treasury securities หรือ งบดุลพันธบัตรของเฟด (โดยหลังจากที่พาวเวลประกาศซื้อพันธบัตร เฟดได้ทำการซื้อพันธบัตรจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ก็นำเอาเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรให้เฟดไปปล่อยกู้ต่อในช่วงที่เฟดลดดอกเบี้ยไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้นและทำให้เงินดอลลาร์ในระบบเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นบวกกับทอง) โดยเฟดได้มีการซื้อพันธบัตรคืนเพิ่มขึ้น 9,758 ล้านดอลลาร์ และเมื่อหักลบกับส่วนอื่นๆแล้ว งบดุลบัญชีเฟดโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19,217 ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิเหลือ 6,690,833 ล้านดอลลาร์
2.Reverse repurchase agreements (RRP) หรือ การฝากเงินออมทรัพย์ข้ามคืนโดยได้ดอกเบี้ยแบบฉับพลัน (ประชาชนฝากเงินแบบนี้ไม่ได้) ได้เพิ่มขึ้นจำนวน 23,906 ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิ 351,039 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเงินดอลลาร์ไหลเข้าสู่ระบบ RRP ทำให้เงินดอลลาร์ในระบบลดลง ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า เป็นปัจจัยลบกับทอง
3. U.S. Treasury, General Account หรือ เงินฝากที่กระทรวงการคลังฝากไว้กับเฟด เพิ่มขึ้น 186 ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิเป็น 837,306 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อกระทรวงการคลังฝากเงินเข้าไปในเฟด อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สะพัดน้อยลงในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า เป็นปัจจัยลบกับทอง
4.จากทั้ง 3 ข้อข้างต้น สามารถสรุปออกมาทั้งหมดได้ว่า ยอดสภาพคล่องสุทธิโดยรวม (Net Liquidity) ของสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 25-31 ธ.ค. คือ เฟดอัดฉีดสินทรัพย์สุทธิ 19,217 ล้านดอลลาร์ + กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (–186) ล้านดอลลาร์ + RRP ดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ (-23,906) ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิ = -4,875 ล้านดอลลาร์ และหากนำจำนวน Net Liquidity ตั้งแต่ช่วงวันที่ 18-24 ธ.ค. จำนวน 22,106 ล้านดอลลาร์ + ช่วงวันที่ 11-17 ธ.ค. จำนวน 30,686 ล้านดอลลาร์ส่งผลให้สหรัฐฯ มี Net Liquidity รวมสุทธิสะสมตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. สูงถึง 47,917 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหาก Net Liquidity เริ่มมีการติดลบในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะส่งผลให้เงินดอลลาร์ถูกกระตุ้นให้แข็งค่า เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ อีกทั้งรายงานโครงสร้างงบดุลของเฟดจะมีการรายงานอีกครั้งในวันศุกร์ ทำให้ตลาดยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สภาพคล่องของดอลลาร์จะลดลงชั่วขณะกดดันให้ทองคำปรับตัวลงเพิ่มเติมอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือปัจจัยหลักทางด้านอุปทานในการควบคุมปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบ ไม่ใช่อุปสงค์ของเงินดอลลาร์ที่มีความต้องการทั่วโลก
ปธน.ทรัมป์เตรียมประกาศประธานเฟดคนใหม่เดือนม.ค. นี้
ปธน.ทรัมป์ได้เผยถึงการประกาศรายชื่อผู้ที่เขาเสนอให้เป็นประธานเฟดคนต่อไปในช่วงเดือนม.ค. โดยวาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดของพาวเวลจะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค. 2026 ซึ่งอาจกระทบถึงความเป็นอิสระของเฟดและความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดได้คาดการณ์ว่า นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการที่ปรึกษาอาวุโสของทำเนียบขาว / ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเฟดคนต่อไปถึง 47% และนายเควิน วอร์ช นักเศรษฐศาสตร์และอดีตผู้ว่าการเฟดในสมัยนายเบน เบอร์นันเก้ (Ben Bernanke) อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเฟดคนต่อไปถึง 31% ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามจะได้รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ก็ยังคงมีโอกาสสูงที่หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ได้ลงจากตำแหน่งประธานเฟดแล้ว เฟดอาจมีการลดดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วมากกว่าที่ Dot Plot คาดการณ์ไว้ว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยในปี 2026 เพียง 1 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ปธน. ทรัมป์ได้กล่าวว่า ประธานเฟดคนใหม่จะต้องมีการลดดอกเบี้ยเท่านั้น และหากใครไม่ทำตามความต้องการของทรัมป์ จะไม่ได้รับการพิจารณาเป็นประธานเฟด
รัสเซีย – ยูเครนเข้าใกล้สันติภาพ
เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ปธน.โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้แถลงว่า ยูเครนต้องมีการทำข้อตกลงหยุดยิงอย่างน้อย 60 วัน เพื่อจัดการลงประชามติแผนสันติภาพ 20 ข้อ เพื่อให้ประชาชนยูเครนเป็นผู้ตัดสิน ในขณะที่ ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เพื่อพูดคุยถึงความคืบหน้าในการเจรจาครั้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ กับยูเครน โดยทางนายยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยปธน.รัสเซีย ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ปธน.ทรัมป์และคณะที่ปรึกษาคนสำคัญได้เข้าร่วมการสนทนาทางโทรศัพท์ และมีการสรุปข้อมูลอย่างละเอียดและครอบคลุมเกี่ยวกับผลลัพธ์หลัก ๆ ของการเจรจากับคณะผู้แทนยูเครนที่จัดขึ้น ณ คฤหาสน์มาร์-อะ-ลาโก โดยทรัมป์ได้แจ้งปูตินว่า ตนแนะนำเซเลนสกีไม่ให้พยายามขอพักรบ แต่ให้มุ่งเน้นไปที่การบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมและมีผลผูกพัน ส่วนทางด้านปูตินเน้นย้ำว่า รัสเซียตั้งใจที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและสร้างสรรค์กับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อแสวงหาแนวทางสู่การบรรลุสันติภาพ
เมื่อวันที่ 1 ม.ค. นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของปธน.ทรัมป์ ได้เผยว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี รวมถึงผู้แทนเจรจาสันติภาพระดับสูงของยูเครน ได้หารือถึงการเดินหน้าขั้นตอนถัดไปของกระบวนการสันติภาพในยุโรประหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ เพื่อผลักดันการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรมในนามของกระบวนการสันติภาพ ซึ่งจะเดินหน้าการทำงานและการประสานงานที่สำคัญนี้ต่อไปในช่วงปีใหม่ โดยปธน.เซเลนสกีของยูเครนได้ระบุว่า จะมีการประชุมระดับผู้นำที่ฝรั่งเศสในวันที่ 6 ม.ค.
อย่างไรก็ตาม นายวลาดิเมียร์ ซัลโด ผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอนที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัสเซีย (เดิมเป็นพื้นที่ของยูเครน) ได้ระบุว่า โดรนของยูเครนอย่างน้อย 3 ลำพุ่งเป้าโจมตีโรงแรมและร้านกาแฟในหมู่บ้านคอร์ลี ซึ่งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย ผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย โดยมีเด็ก 6 รายกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และทางฝั่งกองทัพยูเครนยังไม่แสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหานี้
จากประโยคข้างต้น เป็นสิ่งที่สามารถแสดงได้ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย – ยูเครน กำลังเข้าใกล้การบรรลุการเจรจาหยุดยิงและสันติภาพที่กำลังเข้าใกล้เข้ามาทุกช่วงขณะ แม้ว่าอาจจะมีการปะทะในบางจุดอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมก็ยังคงมีแนวโน้มมุ่งหน้าสู่สันติภาพ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลงในระยะสั้น จากภาวะความสงบในภูมิภาคยุโรปกำลังใกล้เข้ามา
รายงานการประชุมเฟดชี้ อาจต้อง “คงดอกเบี้ย” ระยะหนึ่ง
รายงานการประชุม FOMC วันที่ 9-10 ธ.ค. เผยว่า กรรมการ FOMC ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) เพิ่มเติม น่าจะเป็นเรื่องเหมาะสม หากอัตราเงินเฟ้อลดลงตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการบางส่วนเสนอว่า ภายใต้มุมมองทางเศรษฐกิจ เป็นการเหมาะสมที่จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมเป็นระยะเวลาหนึ่ง (For some time) หลังจากที่มีการปรับลดในการประชุมครั้งล่าสุด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง อีกทั้งคณะกรรมการเฟดยังคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง(Somewhat elevated) ในระยะใกล้ ก่อนที่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับสู่เป้าหมาย 2% ซึ่งหลายคนคาดว่าผลกระทบของภาษีนำเข้า (Tariffs) ที่มีต่อเงินเฟ้อของสินค้าพื้นฐาน (Core goods) จะจางหายไป แต่คณะกรรมการเฟดบางคนยังแสดงความไม่แน่นอนว่าผลกระทบเหล่านี้จะลดลงเมื่อใด หรือขอบเขตที่ภาษีจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคนั้นจะมีมากน้อยเพียงใด
จากปัจจัยข้างต้น ได้ส่งผลให้ตลาด CME Fed Watch ได้คาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 85.1% จาก 83.4% แล้วว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ย 3.50%-3.75% ในการประชุมในเดือน ม.ค. 2026 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ยังคงกดดันราคาทองคำต่อไปในอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้จะมีการแถลงของประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิสในวันจันทร์และ การแถลงของผู้ว่าการเฟด (นางมิเชลล์ โบว์แมน) ในวันพฤหัสบดี ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดในอนาคต
ตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ที่ต้องติดตาม
- ดัชนี PMI ภาคการผลิต / ดัชนีราคาภาคการผลิตและภาคการบริการ จาก ISM เดือน ธ.ค.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตรจาก ADP เดือน ธ.ค.
- จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS (ล้านตำแหน่ง) เดือน พ.ย.
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตร เดือน ธ.ค.
- อัตราการว่างงานเดือน ธ.ค.
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยม.มิชิแกน เดือน ม.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคได้หลุดกรอบ Expanding Triangle ลงไป โดยมีปัจจัยกดดันทางด้านความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย – ยูเครนมีโอกาสในการเข้าใกล้สันติภาพ และคณะกรรมการเฟดบางส่วนยังคงกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์จากตลาด CME FedWatch ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ หากปัจจัยดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ อาจส่งผลให้ทองคำยังคง Sideway ลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,270 และ 4,170 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากตลาดยังคงจับตาแนวโน้ม Net Liquidity ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และการประกาศประธานเฟดคนใหม่สายลดดอกเบี้ย อาจทำให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,545 และ 4,645 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับตัวขึ้นทำ All Time High อีกครั้ง
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้บริเวณ 63,950 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 63,200 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 65,800 บาท และ 66,550 บาท









