Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

เบื้องหลังงบดุลเฟด & คำสั่งทรัมป์ ผ่าโครงสร้างปัจจัยมหภาค หนุนทองคำ New High

29 ธันวาคม 2568|09:29 น.

Gold Bullish

  • เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังกระตุ้นให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า
  • สภาทองคำโลกชี้ ทองอาจขึ้นต่อ 5-15% ในปี 2026
  • ปธน.ทรัมป์ชี้ ประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยทันที

Gold Bearish

  • ประธานเฟดคนใหม่อาจกระตุ้นความไม่แน่นอนของเฟด

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้น จากการที่การรายงานงบดุลเฟด ได้เผยถึงสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ในระบบที่เพิ่มตัวสูงขึ้น ในขณะที่แนวโน้มของประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยหลังทรัมป์แต่งตั้งในเร็วๆนี้ และแนวโน้มจากการคาดการณ์ของสภาทองคำโลกที่ได้คาดการณ์ว่าทองโลกจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ประกาศนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE) เดือนละ 40,000 ล้านดอลลาร์ โดยเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน งบดุลของเฟดในช่วงวันที่ 18-24 ธ.ค. มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ซึ่งมีผลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ดังนี้

  1. U.S. Treasury securities หรือ งบดุลพันธบัตรของเฟด (โดยหลังจากที่พาวเวลประกาศซื้อพันธบัตร เฟดได้ทำการซื้อพันธบัตรจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ก็นำเอาเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรให้เฟดไปปล่อยกู้ต่อในช่วงที่เฟดลดดอกเบี้ย เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้นและทำให้เงินดอลลาร์ในระบบเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นบวกกับทอง) โดยเฟดได้มีการซื้อพันธบัตรคืนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12,000 ล้านดอลลาร์ โดยประมาณการ เมื่อหักลบกับส่วนอื่นๆแล้ว งบดุลบัญชีเฟดโดยรวมเพื่มขึ้นเฉลี่ย 6,619,729 ล้านดอลลาร์
  2. Reverse repurchase agreements (RRP) หรือ การฝากเงินออกทรัพย์ข้ามคืนโดยได้ดอกเบี้ยแบบฉับพลัน (ประชาชนฝากเงินแบบนี้ไม่ได้) ได้ลดลงจำนวน 5,561 ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิเหลือ 4,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเงินดอลลาร์ไหลออกจาก RRP ทำให้เงินดอลลาร์ในระบบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า เป็นปัจจัยบวกกับทอง
  3. U.S. Treasury, General Account หรือ เงินฝากที่กระทรวงการคลังฝากไว้กับเฟดลดลง 36,978 ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิเป็น 824,439 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อกระทรวงการคลังถอนออกมาจากเฟด อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สะพัดในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นผ่านการใช้จ่ายภาครัฐฯ เป็นบวกกับทองคำ

จากทั้ง 3 ข้อข้างต้น สามารถสรุปออกมาทั้งหมดได้ว่า ยอดสภาพคล่องสุทธิโดยรวม (Net Liquidity) ของสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 18-24 ธ.ค. คือ เฟดอัดฉีดสินทรัพย์สุทธิ 12,000 ล้านดอลลาร์ + กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ 36,978 ล้านดอลลาร์ + RRP ปล่อยเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 36,978 ล้านดอลลาร์ = 54,539 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากปริมาณเงินและสภาพคล่องของดอลลาร์ยังไหลออกมาสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องอยู่เช่นนี้ อาจส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และเป็นบวกกับทองคำ อีกทั้งรายงานโครงสร้างงบดุลของเฟดจะมีการรายงานอีกครั้งในวันศุกร์หน้า ทำให้ตลาดยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สภาพคล่องของดอลลาร์จะเพิ่มขึ้นและกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าเพิ่มเติมขึ้นอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือปัจจัยหลักทางด้านอุปทานในการควบคุมปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบ ไม่ใช่อุปสงค์ของเงินดอลลาร์ที่มีความต้องการทั่วโลก แต่หากเมื่อใดที่ Net Liquidity ติดลบติดต่อกันหลายสัปดาห์ อาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมขาดสภาพคล่องทางการเงิน และตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เลยทีเดียว

สภาทองคำโลกชี้ ทองอาจขึ้นต่อ 5-15% ในปี 2026

สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การใช้จ่ายทางการคลังที่เพิ่มขึ้น อุปสงค์จากธนาคารกลาง และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง อาจช่วยหนุนราคาให้พุ่งขึ้นได้อีก 5%-15% ในปีหน้า โดยนายโจ คาวาโทนี (Joe Cavatoni) นักยุทธศาสตร์การตลาดอาวุโสจากสภาทองคำโลก ได้กล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและอัตราดอกเบี้ยยังคงลดลง จะส่งผลให้ทองคำอาจเห็นการปรับตัวขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้าและสัปดาห์ต่อๆไป จากการที่ตัวเลข Dot Plot ของเฟดในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 9-10 ธ.ค. ได้ชี้ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 0.25% อีก 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายไมค์ แมคโกลน (Mike McGlone) นักยุทธศาสตร์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก Bloomberg Intelligence ได้กล่าวว่า การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของทั้งทองคำสามารถไปถึง 5,000 ดอลลาร์ได้ไม่ยาก แต่ราคาทองคำก็สามารถลงมาที่ 3,500 ดอลลาร์ได้เช่นกัน นั่นคือช่วงราคาปกติเมื่อตลาดเกิดภาวะตึงตัว (Stretched) โดยอ้างอิงถึงราคาทองคำพุ่งทะยานในปี 1979 และทำราคาสูงสุดในปี 1980 หลังจากนั้นราคากลับ ดิ่งลงมากกว่า 50% ภายในปี 1982 ทำให้แมคโกลนเน้นย้ำว่าต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ปธน.ทรัมป์ชี้ ประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยทันที

ปธน.ทรัมป์ กำลังจะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดแทนที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมปี 2026 ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความคาดหวังให้กับตลาดว่าการแต่ตั้งประธานเฟดคนใหม่ภายใต้นโยบายแบบผ่อนคลาย (Dovish) และนโยบายเศรษฐกิจแบบ “Run-it-hot” หรือก็คือ การปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตสูงแม้เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้น โดยเมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่า ตนต้องการให้ประธานเฟดคนใหม่มีความพยายามที่จะลดอัตราดอกเบี้ย และใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังหล่าว จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด ทั้งนี้ สาเหตุที่ปธน.ทรัมป์ได้มีการกดดันให้ลดดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันทางการเมืองที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในการแก้ไขข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยทรัมป์ได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงอาจช่วยตลาดที่อยู่อาศัยได้ โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่าตนได้คัดเลือกรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเฟดเหลือเพียง 3-4 คน และคาดว่าจะประกาศภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าทำให้ยังคงต้องจับตาประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ นายวิลเมอร์ สติธ (Wilmer Stith) ผู้จัดการพอร์ตพันธบัตรจาก Wilmington Trust ได้คาดการณ์ว่า เฟดอาจมีการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงม.ค.-พ.ค. แต่เฟดอาจลดดอกเบี้ยมากถึง 2-3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังปี 2026 หลังจากได้ประธานเฟดคนใหม่ เนื่องจากเฟดได้เริ่มมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าเดิม

ประธานเฟดคนใหม่อาจกระตุ้นความไม่แน่นอนของเฟด

นายแมทธิว ลุซเซตติ (Matthew Luzzetti) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ จาก Deutsche Bank ได้กล่าวว่า นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด สามารถสร้างฉันทามติท่ามกลางธนาคารกลางที่แตกแยกเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ แต่ทว่าประธานเฟดคนใหม่อาจพบว่าการสร้างฉันทามติทำได้ยากลำบากกว่า หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ในฝั่งของตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอ เนื่องจากในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 9-10 ธ.ค. ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ / ดัลลัส ซึ่งทั้งคู่จะมีสิทธิออกเสียงในปี 2026 ต่างกังวลว่าเงินเฟ้ออาจจะยืดเยื้อและทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คิด นอกจากนี้ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ยังปฏิเสธที่จะบอกว่าเฟดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยมองไปที่การประชุม FOMC ในวันที่ 27-28 มกราคมว่ายังคงต้องรอดูตัวเลขทางเศรษฐกิจและ ณ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจ และความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับไปสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดยังคงมีความสำคัญ โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานที่ ณ ปัจจุบันชะลอตัวลง และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดลงเล็กน้อย

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ส่งผลให้ตลาด CME FedWatch ได้ปรับคาดการณ์เพื่อขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 82.3% แล้วว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 3.75%-3.50% ในเดือนม.ค. 2026 ในขณะที่ตลาดคาดการณ์เพียง 17.7% เท่านั้นว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 0.25%

ตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ที่ต้องติดตาม

  • จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • การจ้างงานนอกภาคเกษตรรายสัปดาห์จาก ADP
  • ยอดขายบ้านที่รอการปิดการขายเทียบรายเดือน พ.ย.

แนวโน้มราคาทอง

ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคได้เข้าอยู่ระยะขาขึ้นตามกรอบ Expanding Triangle โดยมีปัจจัยหนุนทางด้านสภาพคล่องของเงินดอลลาร์(Net Liquidity) ที่สูงขึ้น, แนวโน้มของประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยหลังทรัมป์แต่งตั้งในเร็วๆนี้ และแนวโน้มจากการคาดการณ์ของสภาทองคำโลก ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ หากปัจจัยดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,670 และ 4,770 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำให้ทำ All Time High อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากตลาดยังคงจับตาความไม่แน่นอนในคณะกรรมการเฟด นำโดยประธานเฟดสาขานิวยอร์ก / คลีฟแลนด์ และดัลลัส รวมถึงการที่ตลาด CME ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. อาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,370 และ 4,270 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับฐานลงระยะสั้น

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 65,600 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 65,100 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 67,500 บาท และ 68,000 บาท

image 320

ดาวน์โหลดเอกสาร

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 02

Night Recap Gold Futures 30-01-2569

16:04 น.

 
Cover 1000x670 10

Night Recap Gold Spot 30-01-2569

15:51 น.

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 30-01-2569

09:08 น.

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 30-01-2569

09:00 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า