ราคาทองคำอาจพุ่งต่อ ในสัปดาห์แรกของปี 2567

Gold Bullish

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย
  • ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามอิสราเอล-ฮามาส
  • ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง
  • เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกมากขึ้นในปี 2567

Gold Bearish

  • ความต้องการทองคำจากจีนลดลง จากเศรษฐกิจจีนที่คาดเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงในปีหน้า

ราคาทองคำอาจพุ่งต่อ ในสัปดาห์แรกของปี 2567

เริ่มต้นสัปดาห์แรกของราคาทองคำในปี 2567 คาดว่าราคาทองคำจะพุ่งขึ้นในลักษณะ Sideways up จากปัจจัยหนุนราคาทองคำหลายประการทำให้ราคาทองคำบวกต่อจากสิ้นปี 2566 ทั้งนี้ในช่วงเดือนม.ค. คาดว่าราคาทองคำยังคงมีทิศทางสดใสเช่นกัน โดยปัจจัยหนุนราคาทองคำในช่วงเดือนแรกของปี 2567 ได้แก่

.

ปัจจัยแรก นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเชิงรุกมากขึ้นในปี 2567 โดยนักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะลดดอกเบี้ยเร็วที่สุดในช่วงเดือนมี.ค.นี้ และคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 6 ครั้งในปีนี้ แม้ว่าเฟดจะส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2567 ก็ตาม ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการหนุนราคาทองคำในปีนี้

.

ปัจจัยสอง แรงซื้อทองคำจากความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งหลายประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)  เวลาที่เกิดสงคราม มักจะมีแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามา โดยปี 2567 นั้น ยังคงมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามยังไม่จบ ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ที่อิสราเอลยังคงทำสงครามต่อไปครั้งใหญ่ อีกทั้งบริเวณทะเลแดงที่กำลังร้อนระอุก่อนหน้านี้ แม้ว่านักลงทุนจะคลายความกังวลไปบ้าง หลังจากที่สหรัฐและชาติตะวันตกได้มีการจัดตั้งกองเรือในทะเลแดงเพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ แต่กบฎฮูตีพร้อมโจมตีได้ทุกเมื่อ ขณะที่ฝั่งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ได้เริ่มร้อนระอุขึ้นในช่วงสิ้นปี 2566  โดยรัสเซียได้ยิงขีปนาวุธโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เกิดสงคราม ซึ่งอาจจะส่งผลให้ราคาทองคำอาจดีดตัวพุ่งขึ้นต่อได้ในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2567

.

และปีนี้มีการเลือกตั้งหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ ไต้หวัน อินโดนีเซีย อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ เม็กซิโก สหภาพยุโรป และสหรัฐ แต่การเลือกตั้งของประเทศที่น่าจับตา นั่นคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในวันที่ 13 ม.ค. การเลือกตั้งเลือกสมาชิกรัฐสภายุโรปในวันที่ 6-9 มิ.ย. การเลือกตั้งในรัสเซียวันที่ 17 มี.ค. และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พ.ย. ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งของประเทศที่สำคัญอาจกระทบต่อการลงทุน โดยการเลือกตั้งของไต้หวันในวันที่ 13 ม.ค. ดินแดนที่เป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์สำคัญต่อทั้งสหรัฐและจีน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของไต้หวันที่จะเลือกดำเนินนโยบายในรูปแบบใด โดยในการเลือกตั้งของไต้หวัน มีตัวแทนพรรคการเมือง 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือฝั่งของรัฐบาลเดิม ที่จะเสนอรองประธานาธิบดีไต้หวันท่านปัจจุบัน ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค DPP  ลงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยนโยบายของพรรคนี้ มุ่งสนับสนุนให้ไต้หวันพัฒนาไปสู่การเป็นสังคมประชาธิปไตย หรือสรุปได้ง่ายๆว่า มีนโยบายแยกประเทศออกจากจีนอย่างเด็ดขาด และจะมีความใกล้ชิดกับสหรัฐมากขึ้น อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งของพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคนี้มีนโยบายที่จะคงสถานะที่เป็นอยู่และจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้โพลล่าสุดให้รองประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ จากพรรค DPP มีคะแนนความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง บ่งชี้ความเสี่ยงต่อนโยบายแยกประเทศออกจากจีนอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจทำให้จีนมีความไม่พอใจ จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้นได้ และอาจมีแรงซื้อทองคำเข้ามาจากประเด็นดังกล่าว

.

ปัจจัยสาม แรงซื้อทองคำก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน  โดยนี้ปีนี้คาดว่ายังคงมีแรงซื้อทองคำจากผู้บริโภคทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ประเทศจีน แม้ว่าเศรษฐกิจจะส่งสัญญาณชะลอตัวลงก็ตาม แต่คาดว่าแรงซื้อทองคำจากชาวจีนอาจจะเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลง จากแนวโน้มของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง

.

อีกหนึ่งปัจจัยจากความต้องการทองคำจากธนาคารกลางจากกระแส De-Dollarization หรือการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์เพื่อกระจายความเสี่ยง และหันมาถือทองคำในเงินทุนสำรองมากขึ้น ซึ่งคาดว่าปีนี้ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำเป็นเงินทุนสำรองต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดว่าธนาคารประชาชนจีนที่เข้าซื้อทองคำมากที่สุดในปี 2566 และเดินหน้าซื้อทองคำติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2565 คาดว่าธนาคารประชาชนจีนจะยังเข้าซื้อทองคำต่อเนื่องในเดือนม.ค.2567 ต่อไป

.

นอกจากนี้ ข้อมูลสถิตย้อนหลัง 10 ปีของราคาทองคำ พบว่า ราคาทองคำมักจะให้อัตราผลตอบแทนที่เป็นบวกในช่วงเดือนม.ค. จึงคาดว่าราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อในเดือนม.ค. เดือนแรกของปี 2567

คาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้ต่อในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2567 และยังคงสดใสในเดือนม.ค. เดือนแรกของปีนี้ ส่วนสัปดาห์นี้ติดตามการจ้างงานของสหรัฐ ส่วนคืนนี้สหรัฐจะเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนธ.ค.โดยมาร์กิต

.

สัปดาห์นี้ราคาทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 2,050 ดอลลาร์ และ 2,035 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 2,088 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,100 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศมีแนวรับ 33,500 บาท และ 33,300 บาท ขณะที่มีแนวต้านที่ 33,800 บาท และ 33,950 บาท

ดาวน์โหลดเอกสาร