.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันจันทร์ (27 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคในวันไซเบอร์มันเดย์ (Cyber Monday) และข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,333.47 จุด ลดลง 56.68 จุด หรือ -0.16%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,550.43 จุด ลดลง 8.91 จุด หรือ -0.20% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,241.02 จุด ลดลง 9.83 จุด หรือ -0.07%

 

เกร็ก บัสซัค นักวิเคราะห์จากบริษัท AXS Investments กล่าวว่า นักลงทุนชะลอการซื้อขายหลังจากดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีในตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 สัปดาห์ โดยขณะนี้นักลงทุนหันมาจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนี PCE ซึ่งเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ รวมทั้งตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 3, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภค

 

อะโดบี อะนาไลติกส์ (Adobe Analytics) คาดการณ์ว่า โปรโมชั่นที่ผู้ประกอบการนำเสนอสำหรับการชอปปิงทางออนไลน์นั้น จะจูงใจให้ผู้บริโภคใช้จ่ายในวันไซเบอร์มันเดย์สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของผู้บริโภค โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้นมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของตัวเลข GDP สหรัฐ

 

ทั้งนี้ ไซเบอร์มันเดย์ หรือวันจันทร์แรกหลังวันขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐ ถือเป็นวันที่ชาวอเมริกันซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากที่สุดของปี

 

ในช่วงที่ผ่านมานั้น การฟื้นตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคและภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดประเมินความเป็นไปได้ที่ว่า แม้ว่าเฟดได้ยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่เฟดก็อาจจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

ข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 96.8% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมครั้งต่อไปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12-13 ธ.ค. และคาดว่าเฟดอาจจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปี 2567

 

ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 นั้น หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลงหนักที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด

 

หุ้นแอฟเฟิร์ม โฮลดิ้งส์ (Affirm Holdings) พุ่งขึ้น 12% หลังจากแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบ “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” (buy now, pay later) หรือ BNPL ของทางบริษัทมีผู้เข้าใช้บริการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนยอดขายทางออนไลน์ในช่วงวันหยุด

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่ลดลง 5.6% สู่ระดับ 679,000 ยูนิตในเดือนต.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 723,000 ยูนิต จากระดับ 719,000 ยูนิตในเดือนก.ย.

 

สหรัฐมีกำหนดเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญหลายรายการในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยราคาบ้านเดือนก.ย.จากเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากคอนเฟอเรนซ์บอร์ด ส่วนในวันพุธจะเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2566 (ประมาณการครั้งที่ 2) และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

 

สำหรับในวันพฤหัสบดี สหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนต.ค. และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือนต.ค. ส่วนในวันศุกร์จะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนพ.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนต.ค.

 

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์