.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (24 พ.ย.) ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบางเนื่องจากตลาดเปิดทำการเพียงครึ่งวัน หลังจากปิดทำการวันพฤหัสบดีเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า ขณะที่นักลงทุนพิจารณาแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลชอปปิง

 

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,390.15 จุด เพิ่มขึ้น 117.12 จุด หรือ +0.33%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,559.34 จุด เพิ่มขึ้น 2.72 จุด หรือ +0.06% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,250.85 จุด ลดลง 15.00 จุด หรือ -0.11%

 

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์บวก 1.3% ขณะที่ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 1% และดัชนี Nasdaq บวก 0.9% โดยดัชนีทั้ง 3 ตัวปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน

 

ดัชนีดาวโจนส์และดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ลดลง เนื่องจากการปรับตัวลงของหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูง

 

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปิดตลาดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ขณะที่กลุ่มบริการด้านการสื่อสาร และกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง

 

หุ้นอินวิเดียร่วงลง 1.9% หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทได้เลื่อนการเปิดตัวชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบขึ้นตามกฎเกณฑ์การส่งออกของสหรัฐ ไปจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า

 

หุ้นไอโรบอตพุ่งขึ้น 39.1% หลังมีรายงานว่าบริษัทอะเมซอนจะได้รับอนุมัติจากมาตรการต่อต้านการผูกขาดตลาดของสหภาพยุโรป (EU) สำหรับการซื้อกิจการไอโรบอตซึ่งเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นด้วยวงเงิน 1.4 พันล้านดอลลาร์

 

หุ้นวิสตา เอาต์ดอร์ พุ่งขึ้น 3.9% หลังจากข้อเสนอควบรวมกิจการด้วยเงินสดและหุ้นจากโคลท์ ซีซี กรุ๊ป ผู้ผลิตปืนของสาธารณรัฐเช็กนั้น มีมูลค่าเกือบ 1.7 พันล้านดอลลาร์

 

หุ้นเสี่ยวเผิง ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐ พุ่งขึ้น 6.09% หลังจากที่โฟล์คสวาเกน เปิดเผยว่า บริษัทจะพัฒนาระบบเทคโนโลยีใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้นในจีน

 

ด้านเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยในวันศุกร์ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ทรงตัวที่ระดับ 50.7 ในเดือนพ.ย. โดยดัชนี PMI อยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ

 

บรรดานักลงทุนจะมุ่งความสนใจไปที่กำหนดเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรก ซึ่งจะถูกกำหนดโดยอัตราเงินเฟ้อที่จะชะลอตัวลงสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%

 

นอกจากนี้ นักลงทุนจะมุ่งความสนใจไปที่การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ของสหรัฐในสัปดาห์หน้า อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2566 (ประมาณการครั้งที่ 2), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนต.ค. ซึ่งจะบ่งชี้แนวโน้มการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟด, ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือนต.ค., ราคาบ้านเดือนก.ย.จากเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์ และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากเฟด

 

ที่มา  สำนักข่าวอินโฟเควสท์