.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (24 ต.ค.) ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งรวมถึงบริษัทเจเนอรัล อิเลคทริค (GE) นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 33,141.38 จุด เพิ่มขึ้น 204.97 จุด หรือ +0.62%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,247.68 จุด เพิ่มขึ้น 30.64 จุด หรือ +0.73% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,139.88 จุด เพิ่มขึ้น 121.55 จุด หรือ +0.93%

 

นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นเป็นวงกว้าง หลังจากบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด โดยบริษัท GE เปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 3 อยู่ที่ 82 เซนต์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 56 เซนต์ พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรในปีงบการเงิน 2566 ซึ่งช่วยหนุนราคาหุ้น GE ทะยานขึ้น 6.5%

 

บริษัทโคคา-โคล่าเปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 3 ที่ระดับ 74 เซนต์ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 69 เซนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นโคคา-โคล่า พุ่งขึ้น 2.9%

 

บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.28 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.88 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี หุ้น GM ปิดตลาดร่วงลง 2.3% หลังจากบริษัทปรับลดคาดการณ์กำไรในปีงบการเงิน 2566 ท่ามกลางต้นทุนสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากการผละงานประท้วงของสหภาพแรงงานยานยนต์สหรัฐ (UAW)

 

หุ้นเวอไรซอน พุ่งขึ้น 9.3% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กระแสเงินสดหมุนเวียนในปีงบการเงิน 2566 ขณะที่หุ้น 3M พุ่งขึ้น 5.3% และหุ้นอาร์ทีเอ็กซ์ พุ่งขึ้น 7.2% หลังจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาดในไตรมาส 3

 

ส่วนหุ้นเมตา แพลตฟอร์ม ปรับตัวลง 0.5% หลังจากมีรายงานว่าอัยการสูงสุดจาก 42 รัฐทั่วสหรัฐได้รวมตัวกันฟ้องบริษัทเมตา ในข้อหาสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนเกี่ยวกับอันตรายในการใช้แพลตฟอร์มของบริษัท และจงใจมอมเมาเยาวชนให้เสพติดการใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม (IG) ด้วยการออกแบบอัลกอลิทึมเพื่อให้มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเยาวชน

 

ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดปิดในแดนบวก โดยเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้นเดือนต.ค.ของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 50.2 ในเดือนก.ย. โดยดัชนี PMI อยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ

 

นักลงทุนจับตาสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2566 ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งจะเป็นตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าการขยายตัวของ GDP จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 4.3% จากระดับ 2.1% ในไตรมาส 2

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ย.ของสหรัฐในวันศุกร์นี้อย่างใกล้ชิด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

 

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์