ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (24 ม.ค.) แต่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ยังคงปิดในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเน็ตฟลิกซ์ และเอเอสเอ็มแอล (ASML) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 37,806.39 จุด ลดลง 99.06 จุด หรือ -0.26%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,868.55 จุด เพิ่มขึ้น 3.95 จุด หรือ +0.08% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,481.92 จุด เพิ่มขึ้น 55.97 จุด หรือ +0.36%

ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดในแดนบวกติดต่อกันวันที่ 5 ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 4 หลังจากเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสตรีมมิงภาพยนตร์รายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการทั่วโลกเพิ่มขึ้น 13.1 ล้านราย ในไตรมาส 4/2566 แตะระดับ 260.8 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 256 ล้านราย

เน็ตฟลิกซ์ระบุว่า บริษัทมีรายได้ 8.83 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4/2566 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.72 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ เน็ตฟลิกซ์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้จากการดำเนินงานในปีงบการเงิน 2567 โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 24% จากเดิมคาดว่าเพิ่มขึ้น 22-23%

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งช่วยหนุนราคาหุ้นเน็ตฟลิกซ์ปิดตลาดพุ่งขึ้น 10.7% แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี และเป็นปัจจัยหนุนดัชนีหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร (S&P500 Communication Services Index) พุ่งขึ้น 1.2% แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีเช่นกัน

หุ้นไมโครซอฟท์ ปรับตัวขึ้นเกือบ 1% ส่งผลให้ไมโครซอฟท์มีมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก โดยราคาหุ้นไมโครซอฟท์พุ่งขึ้นมากกว่า 7% นับตั้งแต่ต้นปี 2567 เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการที่บริษัทเข้าลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI)

หุ้นเมตา แพลตฟอร์มส ซึ่งเป็น 1 ใน 7 บริษัทเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูง หรือ “Magnificent Seven” ดีดตัวขึ้น 1.4% ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของเมตาพุ่งขึ้นเหนือระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์

ASML ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์และจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ เปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาดในไตรมาส 4/2566 ซึ่งช่วยหนุนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia SE Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 1.54% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังเป็นปัจจัยหนุนหุ้นอินวิเดียและหุ้นบรอดคอม ซึ่งเป็น 2 ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้นกว่า 2%

ไมค์ ดิคสัน นักวิเคราะห์จากบริษัท Horizon Investments กล่าวว่า บริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่ม Magnificent Seven และบริษัทที่มุ่งเน้นด้าน AI ทำผลงานได้ดีในปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่จะมีการเปิดเผยในอีก 10 วันข้างหน้านี้อย่างใกล้ชิด โดยสัญญาณบ่งชี้เบื้องต้นได้แสดงให้เห็นว่า ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มที่เป็นบวก

อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 2 หลังจากบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่บางแห่งเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ซึ่งรวมถึง 3M และเวอไรซอน

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2566 ของสหรัฐในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า GDP ไตรมาส 4 ของสหรัฐจะขยายตัว 2.0% หลังจากขยายตัว 2.2%, 2.1% และ 4.9% ในไตรมาส 1, 2 และ 3 ตามลำดับ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนธ.ค. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี

ทั้งนี้ ดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

ที่มา  สำนักข่าวอินโฟเควสท์

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]