.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันพุธ (20 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากตลาดพุ่งขึ้นติดต่อกันหลายวัน ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 37,082.00 จุด ลดลง 475.92 จุด หรือ -1.27%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,698.35 จุด ลดลง 70.02 จุด หรือ -1.47%  และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,777.94 จุด ลดลง 225.28 จุด หรือ -1.50%

 

เจย์ ฮาร์ทฟิลด์ นักวิเคราะห์จากบริษัท InfraCap ในนครนิวยอร์กกล่าวว่า ในช่วงแรกนั้น ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีพุ่งขึ้นใกล้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะยานขึ้นจนแตะแนวต้าน แต่ดัชนีร่วงลงในเวลาต่อมาเนื่องจากเกิดแรงเทขายอย่างหนัก ซึ่งแม้ว่าการทุบขายดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่ก็สมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาถึงความร้อนแรงของตลาดในช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะที่เทรดเดอร์บางรายแสดงความเห็นว่า แรงเทขายดังกล่าวอาจจะเกิดจากการทำ Put Options ในดัชนี S&P500 ซึ่งส่งผลให้ดัชนีดิ่งหลุดจากระดับ 4,755 จุดก่อนที่ตลาดจะปิดทำการ โดย Put Options หมายถึงสิทธิในการขายหุ้น ณ ราคาที่ถูกกำหนดไว้ในอนาคต และเมื่อใดก็ตามที่มีการทำ Put Options เพื่อป้องกันความเสี่ยง ตลาดก็จะมีความผันผวนสูงมาก

 

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ โดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลงหนักที่สุด หลังจากบริษัทเจเนอรัล มิลส์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาหารสำเร็จรูปรายใหญ่ของสหรัฐได้ปรับลดคาดการณ์ยอดขายในปีงบการเงิน 2566

 

หุ้นเฟดเอ็กซ์ (FedEx) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุและสินค้าระหว่างประเทศรายใหญ่ของสหรัฐ ดิ่งลง 12.1% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรรายไตรมาสต่ำกว่าคาดและได้ปรับลดการคาดการณ์รายได้ในปีงบการเงิน 2566

 

ตลาดได้รับแรงหนุนในระหว่างวันจากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐที่สูงกว่าคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เผชิญภาวะถดถอย แต่จะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือซอฟต์แลนดิ้ง

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 110.7 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. จากระดับ 101.0 ในเดือนพ.ย. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 104.5

 

ขณะที่สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 0.8% สู่ระดับ 3.82 ล้านยูนิตในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.78 ล้านยูนิต

 

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาส 3/2566 ส่วนในวันพรุ่งนี้จะเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย., ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน, ยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ย. และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพ.ย.

 

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์