.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (18 ธ.ค.) โดยตลาดยังคงได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ รวมถึงดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพ.ย. ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 37,306.02 จุด เพิ่มขึ้น 0.86 จุด หรือ +0.002%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,740.56 จุด เพิ่มขึ้น 21.37 จุด หรือ +0.45% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,904.81 จุด เพิ่มขึ้น 90.89 จุด, +0.61%

 

ทอม เฮนลิน นักวิเคราะห์จากบริษัท U.S. Bank Wealth Management กล่าวว่า “ตลาดยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางของการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเงินเฟ้อ การใช้จ่ายของผู้บริโภค และตลาดแรงงาน ต่างก็ไม่ได้ย่ำแย่เกินไปหรือร้อนแรงมากเกินไป ซึ่งเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะเหมาะสมเช่นนี้ยังคงเป็นปัจจัยหนุนการคาดการณ์ดังกล่าว”

 

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 2.9%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 2.5% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 2.8% โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2560 โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีหน้า

 

ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย ซึ่งรวมถึงนายออสแทน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโก และนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ได้ออกมาแสดงความเห็นเชิงลบเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค. 2567 โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 63.4% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนมี.ค. 2567

 

ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 นั้น หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารพุ่งขึ้นแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งรวมถึงหุ้นเมตา แพลตฟอร์มส์ พุ่งขึ้น 2.9% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ พุ่งขึ้น 3% หุ้นสปอติฟาย บวก 0.4% หุ้นอัลฟาเบท พุ่งขึ้น 2.4%

 

หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นเหนือระดับ 72 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนก่อเหตุโจมตีเรือสินค้าหลายลำในทะเลแดง ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในตลาด

 

หุ้นยูไนเต็ด สเตทส์ สตีล (ยูเอส สตีล) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเหล็กรายใหญ่ของสหรัฐ ทะยานขึ้น 26.1% ปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 12 ปี หลังจากนิปปอน สตีล ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ประกาศเข้าซื้อกิจการยูเอส สตีล ในวงเงิน 1.41 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยบริษัทที่เกิดขึ้นหลังการควบรวมกิจการดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และทำให้นิปปอน สตีลมีกำลังการผลิตเหล็กดิบทั่วโลกราว 86 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะปูทางไปสู่เป้าหมาย 100 ล้านตันต่อปี

 

หุ้นแอปเปิ้ล ปรับตัวลง 0.85% หลังจากมีรายงานว่า หน่วยงานและบริษัทของรัฐบาลจีนได้ออกคำสั่งให้พนักงานหยุดนำโทรศัพท์ iPhone และอุปกรณ์เคลื่อนที่ของบริษัทต่างชาติ ไปใช้ในสถานที่ทำงาน

 

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ย., ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาส 3/2566, ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพ.ย., ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. และยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ย.

 

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์