.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกกว่า 200 จุดในวันอังคาร (12 มี.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูง ซึ่งรวมถึงหุ้นอินวิเดีย และหุ้นเมตา แพลตฟอร์มส์

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 39,005.49 จุด เพิ่มขึ้น 235.83 จุด หรือ +0.61%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,175.27 จุด เพิ่มขึ้น 57.33 จุด หรือ +1.12% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 16,265.64 จุด เพิ่มขึ้น 246.36 จุด หรือ +1.54%

 

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค.

 

เมื่อเทียบเป็นรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 3.2% ในเดือนก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.1% ในเดือนม.ค.

 

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนม.ค. และเมื่อเทียบเป็นรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.9% ในเดือนม.ค.

 

เจฟฟรีย์ โรช นักวิเคราะห์จากบริษัท LPL Financial กล่าวว่า ตัวเลข CPI ที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้ไม่ได้ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลมากเกินไปว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. แม้ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางที่เฟดจะสามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ยังคงไม่แน่นอน

 

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 70% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิ.ย. ซึ่งขยับลงเล็กน้อยจากระดับ 71% ก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยดัชนี CPI

 

หุ้นออราเคิล พุ่งขึ้น 11.7% และเป็นปัจจัยหนุนดัชนี S&P500 ปิดทำนิวไฮ หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรที่สูงเกินคาดในเดือนธ.ค. 2566 – ก.พ. 2567 ซึ่งเป็นไตรมาส 3 ของปีงบการเงินบริษัท โดยได้แรงหนุนจากรายได้ของธุรกิจคลาวด์

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น โดยหุ้นอินวิเดีย ทะยานขึ้นกว่า 7% หุ้นไมโครซอฟท์ พุ่งขึ้น 2.6% และหุ้นเมตา พุ่งขึ้น 3.3%

 

ส่วนหุ้นโบอิ้ง ร่วงลง 4.3% เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครื่องบิน โดยล่าสุดหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สรายงานว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) พบปัญหามากมายที่โรงงานของโบอิ้งและซัพพลายเออร์รายสำคัญของบริษัทอย่างสปิริต แอโรซิสเต็มส์ (Spirit AeroSystems) หลังจากที่ได้ตรวจสอบการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 737 Max เป็นเวลา 6 สัปดาห์

 

ทั้งนี้ FAA ได้ดำเนินการตรวจสอบโบอิ้ง หลังจากเกิดเหตุเครื่องบินโบอิ้ง 737 Max 9 ของสายการบินอลาสกา แอร์ไลน์ ประสบเหตุชิ้นส่วนบริเวณผนังเครื่องบินหลุดกลางอากาศเมื่อเดือนม.ค. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการตรวจสอบแนวปฏิบัติในการควบคุมคุณภาพของโบอิ้งอย่างเข้มงวด

 

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนก.พ.ของสหรัฐในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของเฟด ก่อนที่การประชุมนโยบายการเงินของเฟดจะมีขึ้นในวันที่ 19-20 มี.ค.

 

นอกเหนือจากดัชนี PPI แล้ว นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ด้วย ซึ่งรวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนก.พ., ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนมี.ค.จากเฟดนิวยอร์ก, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.พ. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

 

ที่มา  สำนักข่าวอินโฟเควสท์