.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (10 ม.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ดีดตัวขึ้นเช่นกัน โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูง ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในวันนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 37,695.73 จุด เพิ่มขึ้น 170.57 จุด หรือ +0.45%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,783.45 จุด เพิ่มขึ้น 26.95 จุด หรือ +0.57% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,969.65 จุด เพิ่มขึ้น 111.94 จุด หรือ +0.75%

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูง ซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์, เมตา แพลตฟอร์มส์ และอินวิเดีย พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำกว่า 4% เมื่อคืนนี้

 

สำหรับหุ้นเมตา แพลตฟอร์มนั้น นอกจากจะได้รับแรงหนุนจากการชะลอตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแล้ว หุ้นเมตายังได้ปัจจัยบวกจากการที่นักวิเคราะห์ของบริษัทมิซูโฮปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นเมตาขึ้นสู่ระดับ 470 ดอลลาร์ จากระดับ 400 ดอลลาร์ โดยหุ้นเมตาพุ่งขึ้น 3.6% ปิดที่ระดับ 370.47 ดอลลาร์

 

หุ้นอินวิเดีย พุ่งขึ้น 2.28% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากบริษัท TSMC ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่เปิดเผยรายได้ที่แข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาส 4/2566

 

หุ้นโบอิ้ง ดีดตัวขึ้น 0.92% โดยราคาหุ้นฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงทั้งสิ้น 9.3% ในช่วง 2 วันก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) สั่งระงับการใช้งานเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX 9 เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย หลังจากเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX 9 ของสายการบินอลาสก้า แอร์ไลน์ประสบเหตุชิ้นส่วนผนังเครื่องบินหลุดกลางอากาศและต้องร่อนลงจอดฉุกเฉิน

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจบล็อกเชนร่วงลง โดยหุ้นไรออท แพลตฟอร์มส์ (Riot Platforms) ร่วงลง 1.21% หุ้นคอยน์เบส (Coinbase) ลดลง 0.46% และหุ้นมาราธอน ดิจิทัล (Marathon Digital) ปรับตัวลง 0.4% หลังจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) แถลงว่า บัญชีโซเชียลมีเดีย X ของ SEC ได้ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีเจาะเข้าใช้งาน และโพสต์ข้อความที่เป็นเท็จว่า SEC ได้อนุมัติการจัดตั้งกองทุน Spot Bitcoin ETF แล้ว

 

นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนธ.ค. ในเวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย และในวันพรุ่งนี้จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนธ.ค. ในเวลา 20.30 น.ตามเวลาไทยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.1% ในเดือนพ.ย. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 4.0% ในเดือนพ.ย.

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูผลประกอบการประจำไตรมาส 4/2566 ของธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน เชส, แบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป และเวลส์ ฟาร์โก

 

นักวิเคราะห์ที่ได้รับการสำรวจโดยแอลเอสอีจี (LSEG) คาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของแบงก์ ออฟ อเมริกา อาจลดลง 23% ในไตรมาส 4/2566 เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะเดียวกันคาดว่า EPS ของซิตี้กรุ๊ปและมอร์แกน สแตนลีย์ อาจลดลง 25% และ 17% ตามลำดับ และคาดว่า EPS ของเจพีมอร์แกน อาจลดลง 3% และ EPS ของโกลด์แมน แซคส์ อาจลดลง 2%

 

ที่มา  สำนักข่าวอินโฟเควสท์