.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (7 มี.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดบวกที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดัชนี Nasdaq ปิดพุ่งขึ้น 1.5% โดยได้แรงหนุนมากที่สุดจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนเกี่ยวกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้

 

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 38,791.35 จุด เพิ่มขึ้น 130.30 จุด หรือ +0.34%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,157.36 จุด เพิ่มขึ้น 52.60 จุด หรือ +1.03% และดัชนี NASDAQ ปิดที่ 16,273.38 จุด เพิ่มขึ้น 241.83 จุด หรือ +1.51%

 

ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดฟิลาเดลเฟียพุ่งขึ้น 3.36% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนได้พากันเข้าซื้อหุ้นของบริษัทผลิตชิป ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์จากความต้องการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยต่อคณะกรรมการของวุฒิสภาสหรัฐว่า เฟดใกล้ที่จะเชื่อมั่นว่า เงินเฟ้อกำลังลดลงสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% ซึ่งจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีความเป็นไปได้

 

ความเห็นของนายพาวเวลได้ตอกย้ำความหวังของนักลงทุนว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งแรกในเดือนมิ.ย.ปีนี้

 

นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจช่วยหนุนแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยด้วย โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ระดับ 217,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

 

การเปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐชะลอตัวลง แต่ก็ยังคงแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนจะรอดูการเปิดเผยข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.พ.ของสหรัฐในวันศุกร์นี้ เพื่อบ่งชี้รายละเอียดเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงาน

 

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปิดบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มไอทีปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยปิดพุ่งขึ้น 1.84% และ 1.89% ตามลำดับ

 

หุ้นเติบโตรายใหญ่ช่วยหนุนตลาด อาทิ หุ้นเมตา พุ่งขึ้น 3.2% และหุ้นอินวิเดีย พุ่ง 4.5%

 

หุ้นโครเกอร์ บริษัทค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ พุ่งขึ้น 9.8% หลังคาดการณ์ยอดขายและกำไรประจำปีสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้

 

ที่มา  สำนักข่าวอินโฟเควสท์