.

สำนักข่าวตัสนีม (Tasnim) ของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ส่งเรือรบอัลบอร์ซ (Alborz) เข้าสู่ทะเลแดงแล้วในขณะนี้ หลังจากกองทัพเรือสหรัฐได้ทำลายเรือ 3 ลำของกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุน โดยความเคลื่อนไหวของอิหร่านมีแนวโน้มที่จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลแดงทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

รายงานระบุว่า เรือรบอัลบอร์ซได้ล่องเข้าไปยังช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน เมื่อวานนี้ (1 ม.ค.) ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่สถานการณ์ในทะเลแดงกำลังตึงเครียด โดยสำนักข่าวตัสนีมไม่ได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ที่อิหร่านส่งเรือรบอัลบอร์ซเข้าสู่ทะเลแดงในครั้งนี้ แต่รายงานเพียงว่า ที่ผ่านมานั้นเรือรบอัลบอร์ซได้ปฏิบัติการในน่านน้ำเปิด และทำหน้าที่ปกป้องเส้นทางเดินเรือและต่อสู้กับโจรสลัด และได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมานับตั้งแต่ปี 2552

 

สื่อหลายสำนักซึ่งรวมถึงบลูมเบิร์กตั้งข้อสังเกตว่า การที่อิหร่านส่งเรือรบอัลบอร์ซเข้าสู่ทะเลแดงนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพเรือสหรัฐได้จมเรือเล็ก 3 ลำของกบฏฮูตีเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งความเคลื่อนไหวของอิหร่านอาจทำให้ปฏิบัติการของสหรัฐในการปกป้องทะเลแดงมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยทะแดงถือเป็นน่านน้ำสำคัญสำหรับการค้าโลก

 

กองบัญชาการกลางสหรัฐ (U.S.Central Command) หรือ CENTCOM แถลงว่า ทหารของเรือพิฆาตยูเอสเอส เกรเวลี (USS Gravely) ได้ยิงสกัดขีปนาวุธแบบทิ้งตัว (ballistic missile) จำนวน 2 ลูกที่กลุ่มกบฏฮูตียิงเข้าใส่เรือเมอส์ก หางโจว (Maersk Hangzhou) เมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 ธ.ค.) หลังจากลูกเรือเมอส์ก หางโจว ได้แจ้งว่าเรือถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในขณะแล่นผ่านทะเลแดงตอนใต้และขอความช่วยเหลือ

 

จากนั้นในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ (31 ธ.ค.) กลุ่มกบฏฮูตีพยายามโจมตีเรือเมอส์ก หางโจวซ้ำอีกครั้ง ด้วยการส่งเรือเล็กจำนวน 4 ลำเข้าประชิดและกบฏฮูตีพยายามที่จะบุกขึ้นไปบนเรือบรรทุกสินค้าลำดังกล่าว ส่งผลให้ลูกเรือตัดสินใจส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังกองบัญชาการสหรัฐ หลังจากนั้นไม่นาน เรือพิฆาตยูเอสเอส เกรเวลี และเฮลิคอปเตอร์จากเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ดไวต์ ดี ไอเซนฮาวร์ (USS Dwight D. Eisenhower) ได้ตอบสนองเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยการส่งคำเตือนด้วยเสียงไปยังกลุ่มกบฎฮูตี แต่กลุ่มกบฏกลับตอบโต้ด้วยการใช้ปืนยิงเฮลิคอปเตอร์ จึงทำให้เจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์ยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง และสามารถจมเรือเล็กของกบฏฮูตีได้ 3 ใน 4 ลำ และสังหารกบฏบนเรือเล็กทั้ง 3 ลำได้ทั้งหมด ส่วนเรือเล็กอีกลำหนึ่งสามารถหนีรอดไปได้

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัทเมอส์กได้ตัดสินใจระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางทะเลแดงเป็นการชั่วคราว พร้อมระบุว่าลูกเรือทั้งหมดของเรือเมอส์ก หางโจว ปลอดภัย และเรือไม่ได้รับความเสียหายหรือถูกไฟไหม้ และสามารถเดินทางต่อไปยังพื้นที่ตอนเหนือของท่าเรือสุเอซ โดยเรือเมอส์ก หางโจว ได้บรรทุกตู้สินค้าจำนวน 14,000 ตู้และเดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์

 

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เริ่มออกมาเคลื่อนไหวด้วยการโจมตีเรือที่แล่นผ่านเส้นทางทะเลแดงนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่ใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างไร้มนุษยธรรมกับชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และกดดันให้อิสราเอลยุติการใช้ปฏิบัติการดังกล่าวกับฮามาส พร้อมกับเตือนว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่มุ่งหน้าไปยังอิสราเอลโดยไม่สนใจสัญชาติ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา

 

ที่มา  สำนักข่าวอินโฟเควสท์