คาดเฟดคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

Gold Bullish

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามอิสราเอล-ฮามาส
  • ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง

Gold Bearish

  • ความต้องการทองคำจากจีนลดลง จากเศรษฐกิจจีนที่คาดเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงในปีนี้
  • เฟดอาจจะตรึงดอกเบี้ยระดับสูงนานขึ้น

คาดเฟดคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่เริ่มมีแรงซื้อทองคำเข้ามาก่อนเทศกาลตรุษจีน

ราคาทองคำปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 แรงกดดันมาจากนักลงทุนคาดว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค. แต่การแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดหลายท่านในเชิงสายเหยี่ยวมากขึ้น รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐดีเกินคาด มุมมองของนักลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยคาดว่าเฟดอาจจะเลื่อนปรับลดดอกเบี้ยออกไปในการประชุมเดือนพ.ค. ซึ่งสัปดาห์นี้ราคาทองคำจะมีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ

ปัจจัยลบมาจาก การประชุมของเฟดในวันที่ 30-31 ม.ค. แม้ว่าการประชุมในครั้งนี้ เราคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเท่าเดิมที่ 5.25%-5.50% แต่มุมมองการแสดงความเห็นของประธานเฟดเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ อาจจะส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะสัญญาณที่ทำให้นักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ยาวนานมากขึ้น หรือเริ่มปรับลดดอกเบี้ยที่ต้องเลื่อนช้าออกไป

ส่วนปัจจัยบวก มาจากแรงซื้อทองคำก่อนเทศกาลตรุษจีน โดยปกติแล้วตลาดทองคำมักจะคึกคักในช่วงก่อนถึงเทศกาลตรุษจีน ถ้าพิจารณาจากสถิติย้อนหลัง 10 ปีของราคาทองคำต่างประเทศ พบว่า ในช่วง 1 เดือนก่อนเทศกาลตรุษจีน ราคาทองคำมักปรับตัวขึ้น โดยพบว่าราคาทองคำปรับตัวขึ้น 7 ครั้ง จาก 10 ครั้ง ซึ่งหากเราซื้อทองคำในปี 2566 โดยซื้อทองคำก่อนเทศกาลตรุษจีนจะมาถึง 1 เดือน จะได้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 6.21% ขณะที่ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลตรุษจีน ราคาทองคำก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าปรับตัวขึ้นกว่า 6 ครั้งจาก 10 ครั้ง นอกจากนี้ข้อมูลสถิติดังกล่าวยังบ่งชี้อีกว่า ผู้ที่ซื้อทองคำในช่วงเทศกาลตรุษจีนมักไม่ขายทองคำ แม้ว่าเทศกาลตรุษจีนได้ผ่านเลยไปแล้ว ทั้งนี้ปีนี้คาดว่าตลาดทองคำยังคงคึกคักเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีมะโรง เป็นปีที่มงคลตามความเชื่อของคนจีน ยิ่งดันแรงซื้อทองคำมากขึ้น เพราะการมอบทองคำที่มีสัญลักษณ์เป็นมังกร ยิ่งเป็นการอวยพร อวยชัยถึงความมั่งคั่ง ความรุ่งเรือง ความเป็นสิริมงคล ทองคำจึงยังเป็นที่นิยม แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนจะชะลอตัวลงก็ตาม เพราะโดยปกติแล้วเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลงจะส่งผลต่อกำลังซื้อทองของคนจีน แต่ตรุษจีนปีนี้คาดว่าจะแตกต่างออกไป นอกจากนี้ หากพิจารณาในปีนี้ ก็ยังมีแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองไม่แน่นอน ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ แรงซื้อทองคำของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหนุนกำลังซื้อทองคำในปีนี้ได้

สำหรับประเทศไทยคาดว่าตลาดทองคำในประเทศก็ยังคึกคักเหมือนเดิม แม้ว่าราคาทองคำจะแพง อย่างปี 2566 ที่ตลาดทองคำคึกคักอย่างมาก ตอนนั้นราคาทองคำในประเทศจะอยู่ที่ 29,550-30,050 บาท ถ้าเทียบกับราคาทองคำตอนนี้ที่ 34,100 บาท ซึ่งราคาทองคำมากกว่า 4 พันบาท ทำให้คนไทยมองว่ายิ่งดูแพงกว่าปกติ แต่ในปีที่แล้วคนไทยก็มองทองคำแพงเหมือนกัน เนื่องจากราคาทองคำพุ่งแตะระดับ 3 หมื่น เป็นราคาที่เรายังไม่คุ้นชิน แต่ตลาดทองคำปีที่แล้วก็ยังมีความคึกคัก ปีนี้คนไทยเชื้อสายจีนเริ่มเข้ามาซื้อทองคำกันบ้างในสัปดาห์ก่อน และจะต่อเนื่องมากขึ้นตั้งแต่สัปดาห์นี้ แม้ทองจะแพง แต่ก็มีแรงซื้อเข้ามา แต่รูปแบบการซื้อทองคำโดยเฉพาะรูปพรรณจะเส้นเล็กลง โดยปีนี้คนจะนิยมทองคำเส้นเล็กที่มีขนาด 1 กรัม หรือ 1 สลึง จะขายดีมากกว่า ซึ่งแตกต่างกว่าในอดีตที่นิยมขนาดเส้นใหญ่กว่า

สัญญาณทางเทคนิคของราคาทองคำรายวันยังมีแนวโน้มปรับตัวลง แต่คาดว่าในต้นสัปดาห์ราคาทองคำจะเริ่มเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบแคบลง สัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐ ได้แก่ การจ้างงานภาคเอกชนทั่วประเทศเดือนม.ค. ของ ADP การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือนม.ค. และอัตราการว่างงานเดือนม.ค. นอกจากนี้ติดตามการประชุมเฟด สัปดาห์นี้ราคาทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์ และ 1,985 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 2,032 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,045 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศมีแนวรับ 33,900 บาท และ 33,750 บาท ขณะที่มีแนวต้านที่ 34,200 บาท และ 34,300 บาท

ดาวน์โหลดเอกสาร