ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่อแววนานขึ้น

Gold Bullish

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามอิสราเอล-ฮามาส
  • ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง

Gold Bearish

  • ความต้องการทองคำจากจีนลดลง จากเศรษฐกิจจีนที่คาดเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงในปีนี้
  • เฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค.

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่อแววเพิ่มขึ้นและยาวนานขึ้น หนุนราคาสินค้าพุ่งสูง

ความตึงเครียดที่มากขึ้นในตะวันออกกลาง หลังจากที่สหรัฐและอังกฤษโจมตีกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ขณะที่กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนตอบโต้ยิงขีปนาวุธใส่เรือพาณิชย์ลำหนึ่งของสหรัฐ ปากีสถานเปิดฉากโจมตีกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนภายในอิหร่าน หลังจากที่อิหร่านได้โจมตีฐานกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลภายในดินแดนปากีสถาน ขณะที่อิหร่านก็ประกาศล้างแค้นอิสราเอล หลังจากที่อิสราเอลยิงขีปนาวุธถล่มอาคารที่ใช้เป็นฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ในกรุงดามัสกัสของซีเรีย ความตึงเครียดที่ส่อแววขยายวงและรุนแรงมากขึ้นนั้น ทำให้ความร้อนระอุในตะวันออกกลางขณะนี้อาจต้องใช้เวลาที่นานขึ้นกว่าจะนำไปสู่ข้อยุติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ โดย ณ ตอนนี้ ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 10,000 ดอลลาร์ จากที่ค่าระวางเดิมอยู่ที่ 2,500 ดอลลาร์ ค่าระวางพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า ทำให้ต้นทุนขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นกว่า 15-20% อีกทั้งยังเกิดปัญหาด้านการขนส่ง จากจำนวนเรือขนส่งสินค้ามีไม่เพียงพอ เพราะด้วยเส้นทางที่ต้องแล่นนานขึ้นถึง 7-14 วัน ขึ้นกับท่าเรือที่ให้บริการ ทำให้เกิดปัญหาการขนส่งสินค้าทางเรือ เนื่องจากจำนวนเรือมีจำนวนจำกัด จึงเสี่ยงต่อการขาดแคลนสินค้า หรืออุปสงค์ตึงตัวได้ ทั้งนี้ได้มีการคาดการณ์จากซี อินเทลลิเจนซ์ ที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านห่วงโซ่อุปทานทางทะเลชั้นนำ คาดว่าวิกฤติทะเลแดงที่ทำให้การขนส่งต้องหยุดชะงักจะสร้างความเสียหายให้เกิดห่วงโซ่อุปทานมากกว่าวิกฤติโควิดอีก ข้อมูลดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ความล่าช้าของเรือขนส่งสินค้าในปัจจุบันเทียบกับความล่าช้าของเรือขนส่งในช่วงโควิด ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อจำนวนเรือที่สามารถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้ ซึ่งมาตรวัดห่วงโซ่อุปทาน เรียกว่า “ความจุเรือ” (vessel capacity) เขาชี้ว่าความจุเรือลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นรองแค่เหตุการณ์ที่เรือเอเวอร์ กิฟเว่น (Ever Given) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เกยตื้นขวางคลองสุเอซถึง 6 วันในช่วงเดือนมี.ค.2564 กระทบต่อการค้ามูลค่าหลายพันล้านต้องหยุดชะงัก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ใช้เวลาที่ยาวนานมากกว่าเดิม แล้วยังมีแนวโน้มจะยาวนานมากขึ้น อาจกระทบต่อเศรษฐกิจได้

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและการค้าผ่านคลองสุเอซ ประเทศในเอเซีย เนื่องจากมีการค้าหนาแน่นกับยุโรป ประเทศในตะวันออกกลาง เนื่องจากการขนส่งและการค้าน้ำมันผ่านเส้นทางทะเลแดง ประเทศในแอฟริกาที่ติดอยู่กับทะเลแดง ได้รับผลกระทบจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเส้นทางการค้าทางทะเล โดยเฉพาะประเทศกรีซ จอร์แดน ศรีลังกา และบัลแกเรีย จะได้รับผลกระทบอย่างมาก ประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายขนส่งที่เพิ่มขึ้น เวลาการขนส่งที่ยาวขึ้น และการหยุดชะงักของเส้นทางการค้า รวมถึงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายของสินค้าที่เพิ่มขึ้น และการขาดแคลนในห่วงโซ่อุปทาน ส่วนสหรัฐก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะการขนส่งที่หยุดชะงักและต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ส่งผลต่อบริษัทต่าง ๆในสหรัฐ อย่างเช่น BDI Furniture ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับของตกแต่งบ้าน ต้องอาศัยโรงงานในตุรกีและเวียดนามมากขึ้น แต่ยังหาเส้นทางเดินเรือทางเลือกอื่น เช่น การขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังแคลิฟอร์เนีย แล้วขนส่งโดยรถไฟไปยังคลังสินค้าชายฝั่งตะวันออก พวกอุตสาหกรรมการค้าปลีกและยานยนต์ทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบ เพราะวิกฤตการณ์ในทะเลแดงส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์สำหรับผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก บริษัทต่างๆ เช่น Crocs, IKEA, Walmart, Home Depot และ Amazon กำลังประสบกับความล่าช้าในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ ส่งผลกระทบต่อสิ่งของต่างๆ เช่น เสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิ รองเท้า ของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์นอกบ้าน และอุปกรณ์สระว่ายน้ำ บริษัทยานยนต์ รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ภาคพลังงานและน้ำมัน และเศรษฐกิจโลก เสี่ยงต่อการเกิดขึ้นจาก “ภาวะเงินเฟ้อ”

ซึ่งผลกระทบดังกล่าวอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด นักลงทุนปรับลดน้ำหนักคาดการณ์เกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนมี.ค. ทั้งนี้ทางฮั่วเซ่งเฮงคาดว่า เฟดอาจจะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค. เฟดอาจจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ซึ่งระยะสั้นอาจทำให้ราคาทองคำช่วงหลังตรุษจีนไป อาจปรับตัวลงได้ แต่คาดว่าจะไม่ลึกมากนัก ถ้าลงรอบใหญ่มองไว้ที่บริเวณ 1,950-1,960 ดอลลาร์ หากยังยืนแถวบริเวณดังกล่าวนี้ได้ ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ในรอบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ 2,000-2,045 ดอลลาร์ ส่วนสัปดาห์นี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และการประชุมธนาคารกลางยุโรป ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยจีดีพีไตรมาส 4 ประมาณการครั้งที่ 1 และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐานเดือน สัปดาห์นี้ราคาทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 2,020 ดอลลาร์ และ 2,000 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 2,040 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,045 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศมีแนวรับ 33,900 บาท และ 33,750 บาท ขณะที่มีแนวต้านที่ 34,200 บาท และ 34,300 บาท

ดาวน์โหลดเอกสาร