ทองคำปีนี้ ALL TIME HIGH ปีหน้าทองขึ้นต่อ

Gold Bullish

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามอิสราเอล-ฮามาส
  • ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง
  • เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกมากขึ้นในปี 2567

Gold Bearish

  • ความต้องการทองคำจากจีนลดลง

ทองคำปีนี้แตะระดับสูงสุดประวัติการณ์ ปีหน้าทองขึ้นต่อ

ราคาทองคำ spot ปีนี้ได้ปรับตัวขึ้นกว่า  12.57% จากต้นปี ซึ่งในปีนี้ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 2,144 ดอลลาร์ จากปัจจัยหนุนการส่งสัญญาณยุติขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนมี.ค.2567 ขณะที่ราคาทองคำในประเทศได้ปรับตัวขึ้นกว่า 12.73%  และปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 34,250 บาท โดยราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นมากกว่าราคาทองคำต่างประเทศ จากแรงหนุนเสริมมาจากค่าเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยในปีนี้ โดยเงินบาทอ่อนค่า 0.11%

.

ทั้งนี้ปีนี้ราคาทองคำได้รับปัจจัยหนุนหลายประการ นั่นคือ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง ทำให้มีการคาดว่าดอกเบี้ยขาขึ้นของเฟดใกล้จะยุติลงแล้ว และเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปี 2567  ซึ่งปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำตลอดทั้งปี ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นทะลุ All time high 2 รอบ รอบแรกราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงสู่ระดับ 2,078 ดอลลาร์ ทะลุ All time high เดิมที่ระดับ 2,075 ดอลลาร์ในอดีต   จากเฟดส่งสัญญาณว่าอาจหยุดใช้มาตรการขึ้นดอกเบี้ยหลังจากเพิ่มขึ้น 10 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่ปีที่ผ่านมา  รอบ 2 ราคาทองคำพุ่งขึ้นทะลุ All time high อีกครั้งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,144 ดอลลาร์ จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยปีหน้า ประการต่อมา คือ ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว และในช่วงเดือนก.ค. รัสเซียไม่ต่ออายุข้อตกลงธัญพืชในทะเลดำ สร้างความกังวลว่าราคาอาหารต่างๆ จะกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลก นอกจากนี้ ได้เกิดสงครามระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาสขึ้นมา สร้างความกังวลในช่วงแรกว่า สงครามอาจขยายเป็นวงกว้างขึ้น หากว่าอิหร่านเข้าร่วมสงคราม เนื่องจากอิหร่านมีแนวโน้มที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีการขนส่งน้ำมันปริมาณรวม 17.2 ล้านบาร์เรลในแต่ละวัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของการขนส่งทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น กระทบต่อภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม สงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาสยังอยู่ในวงจำกัดขณะนี้  ประการสุดท้าย คือการที่ธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำกว่า 842 ตัน ภายใน 10 เดือนแรกของปีนี้ จากปี 2565 ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำเป็นทุนสำรองกว่า 1,136 ตัน หรือมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่ามากสุดในรอบ 55 ปีนับตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งในปีนี้ธนาคารประชาชนจีนได้เข้าซื้อทองคำมากที่สุดกว่า 204 ตัน (ข้อมูลถึง 31 ตุลาคม 2566) รวมเพิ่มปริมาณสำรองเป็น 2,215 ตัน  ซึ่งถือว่าเป็นการเดินหน้าเข้าซื้อทองคำติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2565  แม้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปริมาณสำรองทองคำยังคิดเป็นเพียง 4% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ธนาคารแห่งชาติแห่งโปแลนด์ที่มีเข้าซื้อทองคำรวมกว่า 111 ตัน โดยธนาคารแห่งชาติแห่งโปแลนด์มีแผนที่จะซื้อทองคำเพิ่มขึ้น 100 ตันในทุกปี โดยจะเพิ่มปริมาณสำรองแตะระดับ 20% จากปัจจุบัน 11% ของทุนสำรอง

.

ทั้งนี้ในสัปดาห์นี้คาดว่าปริมาณการซื้อขายทองคำจะเริ่มเบาบางลง เนื่องจากตลาดการเงินหลายประเทศมีการปิดทำการในวันคริสต์มาส ได้แก่ สหรัฐ ประเทศในกลุ่มยูโรโซน ฮ่องกง ประกอบกับช่วงสัปดาห์สุดท้ายของสิ้นปี นักลงทุนมักจะเริ่มชะลอการซื้อขายลง ก่อนที่จะมีการหยุดยาว และนักลงทุนบางคนอาจจะเริ่มหยุดยาวนับตั้งแต่วันคริสต์มาสไปจนถึงช่วงขึ้นปีใหม่ ปริมาณซื้อขายทองคำจึงอาจเบาบาง อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำจะเริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า หากนักลงทุนถือทองคำไว้ ยังสามารถถือต่อได้ข้ามปี เพราะต้นปีหน้า คาดว่าราคาทองคำจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ด้วยแรงหนุนหลายประการ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับไต้หวัน  ซึ่งจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในเดือนม.ค. แรงซื้อทองคำก่อนเทศกาลตรุษจีน ซึ่งคาดว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาบ้าง อย่างไรก็ตาม แรงซื้อทองคำจากจีนอาจจะเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลง จากแนวโน้มของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง  อัตราดอกเบี้ยขาลงของเฟด  ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาส รัสเซีย-ยูเครน  ก็ยังส่งผลบวกต่อราคาทองคำ อีกทั้งปีหน้าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ต้องติดตามที่อาจส่งผลต่อเกมโลกที่อาจเปลี่ยนไป

แท่งเทียนของราคาทองคำเกิดรูปแบบ Bearish Shooting Star ซึ่งมีแรงซื้อเข้ามาทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น จากนั้นเกิดแรงเทขายออกมา แนะนำเข้าซื้อหากราคาทองคำอ่อนตัว เนื่องจากราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป สัปดาห์นี้ราคาทองคำมีแนวรับอยู่ที่  2,027 ดอลลาร์ และ 2,010 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 2,070 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,075 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศมีแนวรับ 33,500 บาท และ 33,300 บาท ขณะที่มีแนวต้านที่ 33,800 บาท และ 33,950 บาท

ดาวน์โหลดเอกสาร