ราคาทองคำทำระดับสูงสุดใหม่ในปี 2567

Gold Bullish

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามอิสราเอล-ฮามาส
  • ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง
  • คาดว่าเฟดจะยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

Gold Bearish

  • ความต้องการทองคำจากจีนลดลง

ราคาทองคำทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,078 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในปีนี้ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 68.6 ดอลลาร์จากสัปดาห์ก่อน ปัจจัยหนุนมาจากดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง และ Bond yield สหรัฐลดลง จากการคาดว่าเฟดจะยุติการขึ้นดอกเบี้ย และมีแนวโน้มว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยภายในกลางปีหน้า

.

โดยเดือนนี้ที่เป็นเดือนสุดท้ายของปีนี้ จากข้อมูลสถิติของราคาทองคำ เดือนธ.ค.ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก ทองคำจึงยังคงน่าสนใจ จากปัจจัยเดิม คือการคาดว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก โดยจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุดเฟดที่กำลังจะมาถึงวันที่ 12-13 ธ.ค. เช่นกัน ซึ่งปัจจัยนี้อาจเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำต่อไป แต่ระยะสั้นอาจมีแรงเทขายออกมาเล็กน้อย หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นการปรับลงระยะสั้น ให้หาจังหวะเข้าซื้อ เพราะคาดว่าในปีหน้าราคาทองคำอาจทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ภายในครึ่งปีแรกของปี 2567 การคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจหนุนราคาทองคำ ซึ่งคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม จากที่ก่อนหน้านั้นคาดว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงที่ยาวนานมากกว่านี้ แต่ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป (ซอฟต์แลนดิ้ง) และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐก็ไม่ได้พุ่งไปสูงมาก การคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจึงเร็วขึ้น ทั้งนี้ข้อมูล CME GROUP พบว่า นักลงทุนคาดว่ามีโอกาสถึง 60% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.2567 โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% มาสู่ระดับ 5.00-5.25% และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 5 ครั้งในปี 2567 ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดลงเหลือระดับ 4.00-4.25% ในสิ้นปี 2567

.

อีกปัจจัยคือ สงคราม ได้แก่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้ว่าระยะนี้ไม่มีผลกระทบต่อราคาทองคำ  แต่ก็ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่ เพราะสงครามยังคงดำเนินต่อไป จึงอาจยังเป็นแรงกดดันที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ส่วนสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาสเช่นกัน ก็ยังคงดำเนินต่อไปที่อาจมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เช่นกัน แต่คาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด แต่การสนับสนุนด้านงบประมาณที่ให้การช่วยเหลือในการทำสงครามในยูเครนและอิสราเอลจากสหรัฐ ซึ่งอาจกระทบต่องบประมาณสหรัฐ ซึ่ง ณ ขณะนี้สหรัฐยังคงเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณ และหนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานหลายครั้ง ทำให้ฟิทซ์ เรตติ้งส์ ได้มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงสู่ระดับ AA+ จาก AAA ขณะที่มูดี้ส์ได้ประกาศการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐสู่ “เชิงลบ” จาก “มีเสถียรภาพ” โดยมูดี้ส์คาดว่า การขาดดุลการคลังของสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับสูงมาก และจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงอย่างมาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อการลดสัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะเงินทุนสำรองลง และอาจมีผลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว

.

แนวโน้มราคาทองคำคาดเป็นขาขึ้น ทั้งนี้อาจมีแรงเทขายระยะสั้น หากราคาทองคำปรับขึ้นทะลุ All-time high ที่ 2,078 ดอลลาร์ สัปดาห์นี้สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน ได้แก่ การจ้างงานภาคเอกชนทั่วประเทศเดือนพ.ย. ของ ADP การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย. ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือนพ.ย. และอัตราการว่างงานเดือนพ.ย. ส่วนสัปดาห์นี้ราคาทองคำมีแนวรับอยู่ที่  2,050 ดอลลาร์ และ 2,040 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 2,150 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,160 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศมีแนวรับ 34,200 บาท และ 34,000 บาท ขณะที่มีแนวต้านที่ 34,600 บาท และ 34,700 บาท

ดาวน์โหลดเอกสาร