ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดร่วง 219.21 จุด วิตกสหรัฐ-จีนเปิดศึกการค้ารอบใหม่

//ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดร่วง 219.21 จุด วิตกสหรัฐ-จีนเปิดศึกการค้ารอบใหม่

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ค. 61)–ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (11 ก.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์เมื่อวานนี้ โดยความวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าวได้ฉุดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลงอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงหุ้นโบอิ้งและแคทเธอร์พิลลาร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ทรุดตัวลงถึง 5%

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,700.45 จุด ร่วงลง 219.21 จุด หรือ -0.88% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,774.02 จุด ลดลง 19.82 จุด หรือ -0.71% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,716.61 จุด ลดลง 42.59 จุด หรือ -0.55%

ดัชนีดาวโจนส์เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ ในอัตรา 10% โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนก.ย. ทางด้านรัฐบาลจีนได้ออกมาประท้วงการกระทำดังกล่าวของสหรัฐ และเตือนว่าจะใช้มาตรการตอบโต้เช่นกัน

มาตรการล่าสุดที่รัฐบาลสหรัฐประกาศเมื่อวานนี้ มีขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐเพิ่งบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนกว่า 800 รายการ ในอัตรา 25% คิดเป็นมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐในวงเงินที่เท่ากัน ทางด้านปธน.ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในวงเงินสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเท่ากับมูลค่าสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนทั้งหมดในปีที่แล้ว

หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลงเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า โดยหุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ ดิ่งลง 3.2% หุ้นโบอิ้ง ร่วงลง 1.9% หุ้น 3M ลดลง 1.9% หุ้นยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ ร่วงลง 1.7% หุ้นเอเมอร์สัน อิเล็กทริก ดิ่งลง 2.7% และหุ้นอีตัน คอร์ป ร่วงลง 3.3%

หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปซึ่งต้องพึ่งพารายได้ส่วนหนึ่งจากการทำธุรกิจในจีนนั้น ร่วงลงเช่นกัน โดยหุ้นไมครอน เทคโนโลยี ดิ่งลง 2.8% หุ้น Nvidia ดิ่งลง 2.3 % หุ้นพีเอชแอลเอ็กซ์ เซมิคอนดักเตอร์ ร่วงลง 2.6%

นอกจากนี้ ความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้ายังได้ฉุดหุ้นกลุ่มผู้ผลิตเหล็กและกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวลงด้วย โดยหุ้นฟรีพอร์ท-แมคมอแรน ร่วงลง 3.9% หุ้นยูไนเต็ด สเตทส์ สตีล ลดลง 2.7% หุ้นเอเค สตีล โฮลดิ้งส์ ร่วงลง 1.9% และหุ้นเซ็นจูรี อลูมิเนียม ร่วงลง 2.5%

หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ดิ่งลงอย่างหนักถึง 5% อันเนื่องมาจากข่าวการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นของซาอุดิอาระเบีย และข่าวลิเบียเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตและส่งออกอีกครั้ง โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 1.3% หุ้นเชฟรอน ดิ่งลง 3.2% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ร่วงลง 4.6% หุ้นเดวอน เอนเนอร์จี ดิ่งลง 3.3% หุ้นมาราธอน ออยล์ ลดลง 3% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม ร่วงลง 2.1% และหุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ดิ่งลง 2.5%

หุ้นทเวนตี้ เฟิร์สต์ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ ร่วงลง 4% หลังจากฟ็อกซ์ได้ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อหุ้นในบริษัทสกาย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายเคเบิลทีวีของยุโรป สู่ระดับ 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าข้อเสนอของคอมแคสต์ที่ระดับ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และสูงกว่าวงเงินเดิมที่ฟ็อกซ์เคยเสนอที่ระดับ 2.58 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.2559

นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, เวลส์ ฟาร์โก และซิตี้กรุ๊ป ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 20% หลังจากที่พุ่งขึ้น 24% ในไตรมาสแรก

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุดและมีผลต่อภาวะการซื้อขายเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ดีดตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย.เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% และหากเทียบเป็นรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 3.4%  ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2554 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.2%

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ราคานำเข้าและส่งออกเดือนมิ.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

 

–อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th–

2018-07-12T11:00:25+00:00 12 กรกฎาคม 2018 เวลา 11:00|ข่าวเศรษฐกิจ|
X